สวิสเซอร์แลนด์
7 คืน 6 วัน สวรรค์แค่เอื้อม
ตอนที่ [ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6 ] [ 7
]
[ Tips
]
ตอนที่
6 - ล่อง
Lake Luzern
สายลมพัดวูบผ่านไปนำพาความหนาวเหน็บให้แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ที่แม้จะห่อหุ้มไปด้วยเสื้อผ้ามากมายหลายชั้น
แต่ไม่อาจจะทานทนความหนาวเย็นในบรรยากาศยามใกล้ค่ำของเมือง
Luzern ได้ อาจเป็นเพราะ Luzern ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบชื่อเดียวกันกับเมือง
ที่นำพาทั้งไอเย็นและลมหนาวให้ผ่านเข้ามาแวะเวียนทักทายผู้คน
ที่อาศัยอยู่ที่นั้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ผมกระชับเสื้อคลุมตัวโตให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะก้าวออกจากสถานีรถไฟเพื่อชื่นชมเมือง
Luzern ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
สถานีรถไฟตั้งอยู่บนฝั่งใต้ของเมือง
ด้านนอกของสถานีรถไฟจะเป็นสถานีรถบัสรวมทั้งท่าเรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน
เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของเมืองนี้ ในขณะที่ถ้าข้ามแม่น้ำ
Reuss ที่ไหลผ่านกลางเมืองไปยังฝั่งเหนือ
ก็จะเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย
รวมทั้งแหล่งชอปปิ้งที่เรียงรายตามสองข้างทาง
ผมข้างคืนที่โรงแรม
Tourist Hotel Luzern ซึ่งตั้งอยู่ติดแม่น้ำ
Reuss และสามารถมองเห็นวิวของเมืองได้จากระเบียงของห้อง
นับว่าเป็นโรงแรมที่บรรยากาศดี สถานที่ตั้งก็ไม่ไกลจากเมือง
อีกทั้งราคาก็ไม่แพง จากโรงแรมผมออกเดินเที่ยวรอบเมืองเก่าโดยเดินเลาะไปตามกำแพงเมือง
ซึ่งจะนำผมไปยังอนุสาวรีย์สิงโต ตามทางบริเวณกำแพงเมืองมีสิ่งที่น่าชื่นชมอีกอย่างในสายตาผมคือ
เจ้าวัวตัวโตขนดกที่เดินทางมาไกลจากสก๊อตแลนด์
และถูกนำมาเลี้ยงดูไว้อย่างดีในพื้นที่ขอบกำแพงเมืองของที่นี่
เหมือนเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิตของเมือง
เหตุผลที่เจ้าวัวยักษ์มาเดินอุ้ยอ้ายกันอยู่แถวนี้ก็เพราะที่นี่มีสมาคมอนุรักษ์วัวพันธุ์นี้อยู่
อีกทั้งผมคิดว่าเขาคงอยากใช้พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณนี้ให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา
ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่ดี
อนุสาวรีย์สิงโตที่แกะสลักจากหิน
เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของเหล่าทหารสวิสฯ
ที่ร่วมรบในสงครามปฏิวัติที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อคริสต์ศตวรรษที่
18 ภาพสิงโตนอนสงบนิ่งน่าเกรงขามอยู่เบื้องหน้าทำให้ผมเกิดอาการขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
อาจเป็นเพราะตอนนั้นบรรยากาศรอบข้างของผมเริ่มมืดสนิทและเงียบสงัด
แต่นี่ก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่แตกต่างไปในการผจญภัย
ซึ่งผมชอบมาก ใกล้ๆ กันกับอนุสาวรีย์สิงโตจะมีสวนที่เรียกว่า
Glacier Garden ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าในอดีตกาลกว่า
20 ล้านปีมาแล้วนั้นเมือง Luzern เคยเป็นเมืองที่มีชายหาดและต้นปาล์มแบบกึ่งๆ
เมืองร้อนมาก่อน แต่ผมมองอะไรไม่เห็นเลย
เห็นเหมือนกันว่ามีต้นไม้ที่ลักษณะคล้ายปาล์มอยู่
แต่มันมืดและหนาวเกินกว่าจะทานไหว จึงตัดสินใจที่จะขอกลับไปจินตนาการส่วนที่เหลือเอาเองที่โรงแรมดีกว่าจะมาแข็งตายอยู่ที่นั่น
สะพานเก่าของเมือง
Luzern มีอยู่สองอันคือสะพาน Kapellbrucke
และสะพาน Spreuerbrucke ทั้งสองเป็นสะพานเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองนี้มาหลายร้อยปี
โดยเฉพาะ Kapellbrucke มีส่วนที่เป็น
Octagonal Water Tower ที่เป็นจุดขายที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมืองเลยทีเดียว
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบสะพานแรกมากกว่า เพราะมันมีมุมเลี้ยวมุมหักซึ่งทำให้สะพานดูมีลูกเล่น
ตอนกลางคืนมีการเปิดไฟสีเหลืองที่ทำให้สะพานดูคลาสสิกมากขึ้นไปอีก
ที่บริเวณตีนสะพาน Kapellbrucke ฝั่งเหนือเป็นแหล่งชอปปิ้งยาวไปจนถึงตีนสะพาน
Spreuerbrucke เดินดูของกันให้หนำใจ แต่ของที่เมืองนี้ราคาแพงกว่าที่
Interlaken แน่นอน
เช้าวันต่อมาผมรีบจัดการเก็บข้าวของเพื่อนำไปฝากไว้ที่เจ้าหน้าที่ของโรงแรม
ก่อนที่จะตรงดิ่งไปที่ท่าเรือ เพราะความตั้งใจต่อไปของผมคือการล่องทะเลสาบ
Luzern ที่ขึ้นชื่อ บัตร Swiss Pass นำมาใช้ขึ้นเรือที่นี่ได้
โดยเรือของที่นี่จะแบ่งออกเป็นสองระดับเหมือนรถไฟคือ
ชั้นหนึ่งและชั้นสอง ทั้งสองระดับจะจัดเป็นเหมือนที่นั่งรับประทานอาหาร
แต่คุณไม่จำเป็นต้องสั่งอาหารทาน พนักงานที่บริการดูมีอายุและหน้าตาจริงจัง
ผมเลยไม่ได้เข้าไปคุยด้วยเกรงว่าเขาจะดุเอา
จากท่าเรือคุณสามารถนั่งชมทะเลสาบไปลงยังเมืองต่างๆ
ได้หลายเมือง ใกล้ไกลตามที่คุณต้องการ
แต่อย่าลืมว่าคุณจะใช้เวลาเป็นสองเท่าในการเดินทาง
เพราะคุณต้องบวกเวลาขากลับเข้าไปด้วย
Lake
Luzern ดูกว้างใหญ่และสงบเหมือนมหาสมุทร
แต่มันไม่กว้างเกินไปที่คุณจะสามารถชมทิวทัศน์ของเมืองเล็กๆ
ที่ตั้งอยู่ห่างๆ กันไปตามริมฝั่งทะเลสาบ
รวมทั้งภาพภูเขาและป่าสนที่แฝงตัวเป็นฉากหลังให้กับวิวที่อยู่เบื้องหน้า
ลมหนาวยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ลดละ
แต่ความหนาวเหน็บครั้งนี้
ไม่สามารถจะทำให้ผมละสายตาไปจากความงดงามที่น่าประทับใจของทะเลสาบแห่งนี้ได้
[
วันที่ 7
- สุดท้ายที่ Zurich ]
ชมภาพจากตอนที่
[ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
แสดงความคิดเห็นที่นี่