สวิสเซอร์แลนด์
7 คืน 6 วัน สวรรค์แค่เอื้อม
ตอนที่ [ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4 ] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
[ Tips
]
ตอนที่
4 - Jungfraujoch
ยิ่งสูงยิ่งหนาว
เช้าวันที่
3 ของการเดินทาง เริ่มต้นขึ้นอย่างตะขิดตะขวงใจพอสมควร
ไม่รู้ว่าควรจะโยนความผิดให้เตียงที่แสนจะนุ่มสบายน่านอนของที่นี่
หรือว่าความขี้เกียจของตัวเองดี แต่ท้ายที่สุดผมก็ต้องตัดใจ
เพราะแผนการเดินทางในวันนี้จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่
บรรยากาศด้านนอกโรงแรมดูสดชื่น ในขณะที่ผมตั้งหน้าตั้งตาเดินเพื่อจะรีบไปขึ้นรถบัสจากสถานี
Interlaken West เพื่อไป Interlaken Ost
เพราะวันนี้ผมตั้งใจจะนั่งรถไฟไต่ทิวเขาน้ำแข็ง
เพื่อขึ้นไปชมสถานที่ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นหลังคาของทวีปยุโรป
หรือ Top of Europe ที่อยู่สูงจนเสียดฟ้าเลยก็ว่าได้
Jungfrau
เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป ในสถิติบันทึกความสูงอยู่ที่
4,158 เมตรจากระดับน้ำทะเล และนอกจากนี้ยังมียอดเขาอีกสองยอดที่อยู่ใกล้เคียงกันและมีความสูงเฉลี่ยไม่ต่างกันมากนักคือ
Monch และ Eiger ที่มีความสูงอยู่ที่
4,099 เมตร และ 3,970 เมตรตามลำดับ ถ้าถามผมว่าตัวเลขหลักพันที่ผมยกมานี่มันสูงสักขนาดไหนนั้น
ขอยกตัวอย่างคร่าวๆ ให้เห็นภาพละกันว่า
คงประมาณสักตึกสูง 1,000 ชั้นเห็นจะได้
นี่เองเป็นสาเหตุให้การเดินทางขึ้นไปข้างบนนั้นใช้เวลานาน
และผมจึงต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่
รถไฟขึ้น
Jungfraujoch นั้นค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร
และเที่ยวนี้บัตร Swiss Pass ใช้เดินทางได้แค่จากที่นี่ไป
Grindelwald หรือ Lauterbrunnen เท่านั้น
ส่วนที่เหลือคือจากสองเมืองนี้จนถึงสถานี
Jungfraujoch สามารถใช้บัตรนี้เป็นส่วนลดได้
25% ซึ่งหมายความว่าคุณต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณร้อยกว่าฟรังค์สำหรับตั๋วไปกลับ
แต่ก่อนที่ผมจะพาคุณขึ้นไปข้างบนนั้น
ผมขออธิบายขั้นตอนการเดินทางอันแสนยุ่งยาก
แต่เร้าใจให้เห็นภาพกันลางๆ ก่อน โดยการเดินทางจะเริ่มต้นจากสถานี
Interlaken Ost ซึ่งรถไฟขบวนนี้มีความสามารถพิเศษในการแยกขบวนออกเป็นสองส่วน
คือส่วนหน้าและส่วนหลังของขบวน โดยใช้ตู้กลางของรถไฟเป็นจุดแบ่งหน้าหลัง
ผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางไปผ่านที่เมือง
Lauterbrunnen ต้องเลือกนั่งครึ่งหน้าของขบวน
ส่วนผู้โดยสารที่ต้องการจะเดินทางผ่านเมือง
Grindelwald ให้นั่งครึ่งหลังของขบวน
แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะสับสนเพราะที่ข้างตู้รถไฟจะมีป้ายเขียนให้เห็นชัดเจนว่าตู้นี้จะเดินทางไปไหน
รถไฟจะทำการแยกขบวนเมื่อวิ่งไปถึงเมือง
Zweilutschinen และหลังจากที่รถไฟเดินทางไปถึงเมืองใดเมืองหนึ่งที่คุณเลือกระหว่างสองเมืองนี้แล้วนั้น
คุณต้องลงจากรถไฟขบวนนี้ เพื่อไปขึ้นรถไฟอีกขบวนที่จะพาคุณขึ้นไปที่เมือง
Kleine Scheidegg ที่ซึ่งเป็นเสมือนแดนสวรรค์ของนักเล่นสกีก็ว่าได้
มีนักสกีทั้งมือเก่ามือใหม่ มือโปรหรือที่ยังอมมืออยู่
ก็มาร่วมขบวนเฮโลไปกับเขาด้วย จากเมืองนี้คุณสามารถเล่นสกีลงไปยัง
Grindelwald ได้ ในกรณีนี้หมายความว่าคุณต้องเก่งพอตัวเลยทีเดียว
เพราะขนาดผมนั่งรถไฟขึ้นมาบนนี้ยังใช้เวลานานเป็นชั่วโมง
แต่นักสกีที่ไม่เคยสมัครเล่นอย่างผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อการเล่นสกีเป็นแน่แท้
ผมจึงได้แต่ยืนทำตาปริบๆ แอบมองอยู่พักใหญ่ๆ
แล้วจึงรีบวิ่งหารถไฟขบวนต่อไป ซึ่งเป็นต่อสุดท้ายที่จะพาผมเดินทางจาก
Kleine Scheidegg ไปยัง Jungfraujoch
อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของผม
สรุปแล้วต้องนั่งรถไฟสามต่อเพื่อขึ้นไปที่
Jungfraujoch และอีกสามต่อเพื่อกลับมาที่
Interlaken Ost แผนของผมวันนี้คือขึ้น
Jungfraujoch ผ่านทางเมือง Lauterbrunnen
และขากลับแวะเที่ยวเมือง Grindelwald
ก่อนกลับมาตายรังที่ Interlaken
รถไฟต่อสุดท้ายก่อนถึง
Jungfraujoch จะวิ่งอยู่ในอุโมงค์ที่เจาะอยู่ภายในภูเขา
ซึ่งผมคิดเหมาเอาเองว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องมีการขุดอุโมงค์รถไฟในภูเขาแทนที่จะให้รถไฟวิ่งไปบนภูเขานั้น
น่าจะเป็นเพราะหิมะที่ปกคลุมภูเขาบริเวณนี้อยู่ตลอดเวลา
และน่าจะเป็นชั้นหิมะที่หนามากๆ จึงไม่เหมาะที่รถไฟจะออกไปวิ่งอยู่ด้านนอก
แต่เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารเบื่อเกินไปกับทิวทัศน์สองข้างทางที่มีแต่ความมืดมิดให้เห็น
รถไฟจะจอดแวะให้ผู้โดยสารได้มีโอกาสลงไปยืดเส้นยืดสายที่สถานีที่สร้างไว้สำหรับชมวิว
โดยเฉพาะสองสถานีระหว่างทาง ซึ่งมีการเจาะด้านข้างของภูเขาออกแล้วฝังกระจกให้เป็นฝาผนัง
เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถชมวิวด้านนอกของภูเขาที่ทั้งสวยงามและดูน่าเกรงขามไปในเวลาเดียวกัน
Jungfraujoch
เป็นอาคารที่สร้างอยู่ในภูเขา และในขณะเดียวกันก็สร้างยื่นออกไปจากภูเขาและบนภูเขา
โดยประกอบไปด้วย 4 ชั้นด้วยกัน ตัวอาคารส่วนใหญ่มีกระจกเป็นส่วนประกอบ
ทั้งนี้เพื่อเป็นการอวดโฉมของความงดงามอันน่าอัศจรรย์ใจของที่นี่
ให้ผู้มาเยือนทุกคนได้เห็นกันอย่างอิ่มเอมตา
และอิ่มเอมใจ ชั้นล่างสุดของอาคารเป็นห้องน้ำ
ส่วนชั้นสองเป็นที่ขายของที่ระลึกและมีตู้ไปรษณีย์
สำหรับใครที่อยากส่งโปสการ์ดที่มีแสตมป์ของที่นี่เป็นที่ระลึกด้วย
และที่ชั้นสองก็ยังเป็นที่ที่จะเชื่อมต่อให้คุณเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ
ได้รวมทั้งสถานีรถไฟ ที่ชั้นสามจะเป็นร้านอาหารแบบบริการตัวเองที่ราคาไม่แพงมากนักพอที่คุณจะรับมือไหว
ถ้าต้องการรับประทานอาหารแกล้มบรรยากาศบนความสูงหลายพันเมตรสักครั้งในชีวิต
และที่ชั้นสี่ซึ่งเป็นชั้นบนสุดนั้น เป็นที่ตั้งของภัตตราคารสุดหรูสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นที่สุดของที่สุด
และที่สำคัญเตรียมงบประมาณมามากพอ
จากชั้นสองของอาคารคุณสามารถเดินไปชมจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้อีกหลายแห่ง
เท่าที่ผมได้ไปชมมาก็ประกอบไปด้วยที่แรก
หอสฟริงซ์ เป็นอาคารที่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปอีก
ใช้เป็นสถานที่วิจัยที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์
และบนชั้นบนของอาคารเป็นหอดูดาวขนาดยักษ์ที่ผมอยากเข้าไปดูมากแต่เขาไม่ยอมให้เข้า
ที่หอสฟริงซ์นี้ มีระเบียงที่คุณสามารถออกไปชื่นชมความหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ
ของอุณหภูมิภายนอกอาคารได้ แต่ผมขอยืนยันว่ามันคุ้มค่าที่จะออกไป
เพราะภาพของเทือกเขาที่เรียงรายยิ่งใหญ่ตระการตา
ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเบื้องหน้าของผมในขณะนั้น
ดูราวกับมหาสมุทรสีขาวที่งดงามบริสุทธิ์ชวนให้หลงใหล
จนทำให้ผมลืมหนาวไปได้ชั่วขณะหนึ่ง หลังจากสฟริงซ์
ผมเดินไปตามทางที่จะพาไปยังฟาร์มสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน
ฮัสกี้ ซึ่งเป็นสุนัขที่ใช้ลากเลื่อนบนหิมะ
แต่น่าเสียดายที่เส้นทางดังกล่าวถูกปิดลงชั่วคราว
เพราะหิมะตกสูงเกินไป จึงเป็นอันตรายสำหรับการเดินทาง
ผมเลยลากตัวเองวกกลับไปที่อุโมงค์น้ำแข็ง
ซึ่งอยู่ต่ำกว่าตัวอาคารลงไปอีก 7-10
เมตร เมื่อเข้าไปที่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นล้วนแล้วแต่เป็นน้ำแข็งที่ถูกแกะสลักออกมาทั้งนั้น
แม้แต่โต๊ะ เคาน์เตอร์บาร์ และอีกหลายๆ
อย่าง ใครที่ชอบน้ำแข็งใสมาที่นี่คงแอบอมยิ้มไปตามๆ
กัน เพราะมีน้ำแข็งให้ขูดทานได้ไม่รู้กี่ปี่ถึงจะหมด
การที่ผมขึ้นมาอยู่บน
Jungfraujoch นั้น ทำให้ผมตระหนักได้ถึงคำกล่าวๆ
หนึ่งที่กล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว
เพราะความงดงามที่อยู่สูงนี่เอง ที่ก่อให้เกิดความอยากและความลุ่มหลง
ที่ดึงดูดให้ผู้คนต่างกระเสือกกระสนที่จะก้าวขึ้นไปยังจุดที่อยู่สูงสุด
ด้วยหวังจะได้ชื่นชมความงดงามเหล่านั้น
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความงดงามคือความหนาวเหน็บที่ยิ่งทวีขึ้นในทุกย่างก้าวที่อยู่สูงขึ้นไป
[
วันที่ 5
- หกล้ม หกลุกใน Grindelwald ]
ชมภาพจากตอนที่
[ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
แสดงความคิดเห็นที่นี่