สวิสเซอร์แลนด์
7 คืน 6 วัน สวรรค์แค่เอื้อม
เรื่องและภาพโดย
: คุณ
Nutt
ตอนที่
[ 1 ]
[ 2
] [ 3 ] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
[ Tips
]
ตอนที่
3 - Interlaken เมืองที่ขนาบข้างไปด้วยสองทะเลสาบ
เช่นเคย...ผมโดยสารรถไฟจาก
Zermatt เพื่อเดินทางไปยังเป้าหมายต่อไปที่เมือง
Interlaken ผมเริ่มมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรจากตั๊กแตน
ที่เดินทางเสาะแสวงหาสิ่งอันพึงประสงค์เพียงเพื่อได้ยลดั่งใจหมาย
แล้วผมก็ละทิ้งจากไปเพื่อเสาะแสวงหาสิ่งสดใหม่ที่น่าค้นหายิ่งกว่า
ภูมิประเทศในแถบนี้ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงชัน
ที่ล้วนแล้วแต่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว
ต้นไม้ที่เห็นโดยมากมักจะเป็นสนต้นใหญ่
ที่หนาวสั่นไปตามแรงลมและความฉ่ำเย็นของหิมะที่พักพิงอยู่ตามกิ่งก้านของมัน
เมื่อรถไฟเริ่มวิ่งเข้าเขตเมือง
Interlaken ฝั่งซ้ายมือของรถไฟจะกลายเป็นทัศนีย์ภาพของทะเลสาบ
Thun อันแสนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา กินอาณาบริเวณไปยังเมืองต่างๆ
หลายเมืองด้วยกันอาทิ Thun, Spiez และ
Interlaken
ชื่อเมือง
Interlaken ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าในชื่อของเมืองๆ
นี้น่าจะแอบบอกใบ้อะไรบางอย่างเอาไว้
ผมลองแตกคำตามกลยุทธส่วนตัวที่ไม่ได้ยึดหลักภาษาศาสตร์ใดๆ
ดูแล้ว ก็พบว่า Interlaken น่าจะแตกออกได้เป็น
Inter ซึ่งน่าจะแปลว่าระหว่างและ Laken
ในที่นี้ความรู้สึกบอกผมว่ามันน่าจะมาจากคำว่า
Lake ซึ่งแปลว่าทะเลสาบนั่นเอง ดังนั้นเมื่อนำสองคำนี้มารวมกันจะได้คำว่า
"ระหว่างทะเลสาบ" และนี่เองคือคำที่ใช้อธิบายเมืองอันแสนงดงามเมืองนี้ได้เป็นอย่างดีที่สุด
หากมองไปทางทิศเหนือ
ฝั่งซ้ายของ Interlaken คือ ทะเลสาบ Thun
ที่ดูสดใสและกว้างใหญ่ ส่วนทางฝั่งขวา
Interlaken พยายามโอบกอดทะเลสาบ Brienz
ที่สวยงามและเงียบขรึมไว้เป็นของตนอีกเช่นกัน
ทั้งสองทะเลสาบมีบริการเรือสำหรับล่องชมบรรยากาศโดยรอบ
แต่เรือจะเปิดให้บริการเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น
คุณสามารถมาล่องเรือที่นี่ได้ในฤดูร้อน
โดยเรือจะเริ่มเปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคมของทุกปี
ท่าเรืออยู่ติดกับสถานีรถไฟทั้งสองแห่งของเมืองคือที่
Interlaken West เป็นท่าเรือสำหรับท่องทะเลสาบ
Thun และที่ Interlaken Ost เป็นท่าสำหรับขึ้นเรือล่องทะเลสาบ
Brienz
เมืองนี้ทำให้ผมนึกถึงเชียงใหม่
คือเป็นเมืองที่คล้ายๆ กัน เป็นเมืองท่ามกลางภูเขารายรอบ
มีต้นไม้ขึ้นเขียวขจีและอาคารบ้านเรือนปลูกสร้างกันอย่างลงตัว
ไม่สูงเทียมฟ้าและไม่แออัดยัดเยียด เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กเกินไป
ผู้คนที่นี่อยู่กันอย่างสมถะไม่วุ่นวาย
และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตั้งอยู่โดยรอบเมืองนี้
นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจึงมักเลือกมาหยุดพักที่นี่
ก่อนเดินทางขึ้นไปเล่นสกีกันต่อบนแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่สูงขึ้นไป
นอกจากนี้ที่พักในเมืองนี้ก็หาง่ายและราคาถูก
และผมพบว่าที่นี่เหมาะแก่การซื้อของฝากเป็นที่สุด
ถ้าคุณไม่รำคาญที่จะต้องแบกมันไปด้วยจนจบการเดินทางของคุณ
เพราะที่นี่ขายของราคาถูกโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับที่
Geneva หรือเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ แต่พวกช็อกโกแลตไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ
เพราะสามารถหาซื้อได้ทุกที่ด้วยราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก
ถนนสายหลักของเมืองคือ Hoheweg ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟทั้งสองของเมืองโดยคุณสามารถเดินจากสถานี
Interlaken West เพื่อไปสถานี Interlaken
Ost บนถนนสายนี้ด้วยเวลาเพียง 10 นาที
ตลอดสองข้างทางมีร้านรวงตั้งสลับกับโรงแรมและร้านอาหาร
ซึ่งรวมทั้งร้านอาหารไทยที่อยู่ใกล้ๆ
กับสถานี Interlaken Ost ผมไม่มีโอกาสได้เข้าไปทักทายเจ้าของร้านเพราะวันที่ผมไปพอดีตรงกับวันหยุดของร้าน
นอกจากร้านอาหารไทยแล้ว
สิ่งที่น่ารักสะดุดตาผมอีกอย่างขณะที่เดินอยู่บนถนนเส้นนั้นก็คือสวนญี่ปุ่น
ผมได้แต่คิดเอาเองว่าที่นี่คงมีคนญี่ปุ่นมาตั้งรกรากกันอยู่เยอะพอสมควร
เห็นได้จากพนักงานตามร้านขายของ ที่มีแต่คนญี่ปุ่นเต็มไปหมด
ถึงได้มีการสร้างสวนญี่ปุ่นขึ้นเพื่อเป็นที่รำลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน
และในขณะเดียวกันก็ยังเกิดประโยชน์กับคนที่สัญจรไปมา
ที่ได้ชื่นชมและผ่อนคลายไปกับความงามของสวนเล็กๆ
แห่งนี้
ที่นี่มีที่พักหลากหลายระดับให้นักท่องเที่ยวเลือกพักได้ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน
สำหรับผมและนักท่องเที่ยวแบกเป้คนอื่นๆ
ที่นี่ก็มีที่พักราคาประหยัดให้เลือกอยู่
5-6 แห่ง ผมเลือกพักที่ Happy Inn ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าๆ
ที่ชั้นล่างเป็นร้านอาหารและผับเล็กๆ
ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Interlaken
West ผมตั้งใจจะพักอยู่ที่เมืองนี้ 2
คืน เพราะผมวางแผนที่จะขึ้นไปเที่ยวที่
Jungfraujoch และ Grindelwald ซึ่งสามารถเดินทางไปทั้งสองที่ได้อย่างสะดวกจากเมืองนี้
แล้วจึงกลับมาพักที่นี่อีกหนึ่งคืน
ค่ำคืนอันสงบเงียบของที่นี่จะเป็นยาชูกำลังให้ผมตื่นขึ้นมาอย่างสดใสในเช้าวันใหม่
และพร้อมสำหรับการเดินทางที่กำลังรอผมอยู่เบื้องหน้าต่อไป
[
วันที่ 4
- Jungfraujoch ยิ่งสูงยิ่งหนาว ]
ชมภาพจากตอนที่
[ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
แสดงความคิดเห็นที่นี่