สวิสเซอร์แลนด์
6 วัน สวรรค์แค่เอื้อม
เรื่องและภาพโดย
: คุณ
Nutt
ตอนที่ [ 1
] [ 2 ] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
[ Tips
]
ตอนที่
2 - จาก Lausanne ไป Zermatt
หลังจากเดินทางโดยรถไฟออกจาก
Geneva ซึ่งในทุกๆ ชั่วโมงจะมีรถไฟเดินทางไป
Lausanne ราว 3 ขบวนและใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงผมก็มาถึง
Lausanne เมืองที่เคยเป็นที่ประทับของในหลวงครั้งเมื่อพระองค์ทรงพระเยาว์
แต่หลังจากลองสอบถามข้อมูลจากผู้รู้จึงทราบว่า
ที่ประทับเมื่อสมัยก่อนนั้นได้มีการเปลี่ยนมือเจ้าของไปนานแล้ว
และไม่ได้เป็นสถานที่ให้คนเข้าไปเที่ยวชมแต่อย่างใด
Lausanne
ในความรู้สึกของผมให้บรรยากาศเป็นเมืองแห่งการศึกษา
ตัวเมืองไม่ใหญ่มากนักสามารถเดินเที่ยวชมได้ทั่วภายในวันเดียว
แต่อาจจะเหนื่อยพอสมควร เพราะคุณต้องเดินขึ้นเดินลงทางลาดชันที่มีให้เห็นอยู่ทั่วเมือง
เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศของเมืองนี้
จากสถานีรถไฟคุณข้ามถนนแล้วเลี้ยวขวาและเดินตรงไปจนเจอถนน
Rue du Petit Chene ผมขอทายอีกครั้งว่าคำว่า
Rue แปลว่าถนนเพราะเห็นมีคำนี้อยู่ทั่วไปตามป้ายชื่อถนนสายต่างๆ
เมื่อคุณเจอถนนสายนี้ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อปีนป่ายไปบนทางอันแสนลาดชัน
เป็นการลดไขมันส่วนเกินที่ต้นขาไปในตัว
สองข้างทางจะมีร้านรวงขายของที่ระลึกและสิ้นค้าอื่นๆ
มากมายให้แวะชมกันตามอัธยาศัย แต่แนะนำว่าอย่าเพิ่งใจร้อนรีบซื้อของที่นี่เพราะเท่าที่ผมเปรียบเทียบราคาแล้ว
ที่นี่ขายของแพงกว่าที่อื่นอยู่นิดหน่อย
ยกเว้นแต่ว่าคุณจะเจอของถูกใจจริงๆ ก็ซื้อไปเถิดกันการผิดพลาดหากไปหาซื้อที่อื่นไม่ได้
นอกจากร้านรวงต่างๆ เหล่านี้แล้วถนนแสนชันสายนี้ยังจะพาคุณไปยังจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ
อีก
ที่สุดถนนเป็นที่ตั้งของ
St Francois Church เป็นโบสถ์เก่าแก่ที่น่าถ่ายรูปเก็บเอาไว้ดูเป็นที่ระลึกแต่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการอะไร
ด้านหลังของโบสถ์เป็นแหล่งชอปปิ้งเสื้อผ้าและพวกสิ้นค้าแฟชั่นที่ราคาแพงหูฉี่ทั้งหลาย
ผมเดินเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ ไม่ยอมให้สวิสฟรังค์กระเด็นออกจากกระเป๋าของผมแม้แต่เซ็นต์เดียว
ภาษีของที่นี่บวกกับอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงิน
ทำให้อารมณ์อยากซื้อของของผมมันลดน้อยถอยลงจนแทบไม่มีเหลือ
สถานที่ที่น่าสนใจมากอีกแห่งที่ผมภูมิใจนำเสนอคือ
Cathedral ที่นี่เป็นโบสถ์สไตล์ Gothic
ที่เก่าแก่และเรียกได้ว่าสวยงามที่สุดในสวิสฯ
เลยทีเดียว คุณสามารถเข้าชมสถาปัตยกรรมภายในโบสถ์ได้
ยกเว้นวันอาทิตย์ที่เขามีพิธีกรรมทางศาสนากัน
นอกจากนี้บริเวณรอบโบสถ์ยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์รอบเมืองได้เป็นอย่างดี
ผมชอบที่นี่มากมันสงบและดูศักดิ์สิทธิ์และให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ผู้คนมาที่นี่ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสขึ้นมาชมที่นี่ตอนกลางคืนเพราะจากคำบอกเล่าแล้ว
ทิวทัศน์เบื้องล่างยามราตรีช่างงดงามนักเมื่อมองลงไปจากที่โบสถ์
อีกที่ที่ผมพลาดไม่ได้ไป แต่คิดว่าน่าสนใจสำหรับคนที่พอมีเวลาคือที่
Musee de l'Art Brut คุณต้องนั่งรถบัสออกจากตัวเมืองไปนิดหน่อยเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้
คำว่า Brut นั้นมีความหมายว่า ดิบ หยาบ
หรืออะไรประมาณนี้ และนี่แหละคือสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนแวะเวียนเข้ามาทัศนะศิลปะอันออกจะแปลกและเถื่อนแต่น่าสนใจที่นี่กันเป็นประจำ
จิตรกรเจ้าของผลงานเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะบ้างก็เป็นอาชญากร บ้างก็ด้อยสมรรถภาพ
หรืออื่นๆ อีกมากมาย ถ้าคุณอยากสัมผัสความรู้สึกแปลกใหม่ผมแนะนำว่าไม่ควรพลาด
แล้วอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะ
ก่อนเดินทางออกจาก Lausanne เพื่อไปยังที่หมายต่อไป
ผมแวะทานอาหารกลางวันที่ร้าน Manora ซึ่งเป็นร้านอาหารแบบบริการตัวเองที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในสวิสฯ
นอกจากร้านนี้แล้วคุณอาจมองหาร้านอาหารประเภทเดียวกันนี้ได้ตาม
Migros หรือที่ Coop ทั้งคู่เป็นร้านซูเปอร์สโตร์ที่บางสาขามีร้านอาหารแบบบริการตัวเองอยู่ด้วย
ที่นี่จัดร้านเป็นเคาน์เตอร์เป็นส่วนๆ
ส่วนอาหารคาว ส่วนของหวาน และส่วนเครื่องดื่ม
ใครอยากทานอะไรก็จัดการชี้ๆ ตักๆ กันจนพอใจแล้วจึงมาจ่ายเงินที่แคชเชียร์ทีเดียวก่อนออกไปนั่งทานที่โต๊ะ
อาหารที่นี่ก็หนีไม่พ้นอาหารฝรั่งทั่วไป
แต่ดีตรงที่คุณสามารถเลือกได้ตามใจชอบว่าอยากทานอะไรก็ตักเฉพาะอันนั้น
มีอาหารให้เลือกหลากหลายพอสมควรและราคาก็ไม่แพงเกินควร
ผมตกลงใจสมัครเป็นขาประจำของร้านอาหารประเภทนี้ไปตั้งแต่มื้อแรกที่ได้ลอง
แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรพลาดที่จะลองเข้าร้านอาหารดีๆ
และทานอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ด้วยอาทิ
ฟองดู หรืออีกชื่อที่ผมเรียกคือจิ้มจุ่มสไตล์สวิสฯ
ที่นำชีสมาต้มในหม้อให้ละลายแล้วจิ้มขนมปังทาน
หรือจะเป็นของหวานโดยเปลี่ยนจากชีสเป็นช็อกโกแลตและเพิ่มผลไม้มาให้จิ้มทาน
ต้องลองนะครับรสชาติน่ะไม่เท่าไหร่แต่ได้อารมณ์มาก
ผมเลือกนั่งรถไฟจาก
Lausanne ลงใต้เพื่อไป Zermatt ด้วยเส้นทางรถไฟสายนี้เลื่องชื่อมากเรื่องความงดงามตลอดสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน
ทั้งทะเลสาบ ภูเขา หุบเขา หมู่บ้าน และที่สำคัญรถไฟขบวนนี้วิ่งผ่านเมือง
Montreux อันเป็นที่ตั้งของปราสาทชื่อดัง
Chateau de Chillon ปราสาทริมทะเลสาบ
Geneva ที่งดงามและเก่าแก่ สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่
11 และมีการบูรณะตกแต่งเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ถ้าเป็นไปได้ให้คุณเลือกนั่งที่นั่งด้านขวามือเมื่อคุณหันหน้าไปทางหัวรถไฟ
เพราะคุณจะได้เห็นวิวต่างๆ สวยงามกว่าจากฝั่งนี้รวมทั้งปราสาท
Chillon ด้วย
การเดินทางไป
Zermatt ค่อนข้างใช้เวลานาน และคุณจะต้องไปเปลี่ยนรถไฟอีกครั้งเมื่อไปถึงเมือง
Brig แล้วจาก Brig อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงถึง
Zermatt ดังนั้นถ้าหากกลัวหิวคุณควรเตรียมขนมนมเนยไว้ให้พร้อม
เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าอาหารราคาแพงบนรถไฟ
และแล้วผมก็มาถึง Zermatt ในเวลาพลบค่ำของวัน
ดูจากนาฬิกาแล้วก็เพิ่งจะทุ่มเศษๆ เท่านั้นแต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิทเหมือนเวลาสามสี่ทุ่มก็ว่าได้
แต่ดีที่ผู้คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวยังเดินเตร็ดเตร่กันพลุกพล่านเต็มถนน
ทำให้ผมค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้น ที่สถานีรถไฟจะมีบริการโทรศัพท์สายตรงไปยังโรงแรมต่างๆ
พร้อมรูปและบอกให้ทราบว่าเป็นโรงแรมกี่ดาวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือคติมาตายเอาดาบหน้า
ทันทีที่ก้าวออกมาจากสถานีรถไฟทางซ้ายมือของผมจะเห็นโรงแรม
Hotel Bahnhof ตั้งตระหง่านรอรับนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเดินตระเวนหาที่พักไกลๆ
และโรงแรมนี้ก็มักจะเต็มอยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยคุณควรโทรจองล่วงหน้าก่อนการเดินทาง
โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่เป็นฤดูกาลของนักเล่นสกีที่จะแห่กันมาที่นี่กันเป็นโขยง
Youth
Hostel ที่นี่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง
และราคาก็แพงสูสีกับที่พักถูกๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่า
ผมเลือกไปพักที่ Hotel Mischabel ซึ่งเดินไม่ไกลมากนักจากสถานีรถไฟ
การเลือกที่พักที่ Zermatt สิ่งที่สำคัญที่สุดในความคิดของผมคือต้องสามารถมองเห็นวิวของ
Matterhorn จากระเบียงหรือหน้าต่างของห้อง
เพื่อที่ยามเช้าเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะได้เห็นภาพยามรุ่งอรุณของ
Matterhorn ที่ทาทาบไปด้วยลำแสงสีทองของพระอาทิตย์
และก่อนนอนก็ยังสามารถดื่มด่ำกับความงดงามของมัน
ที่ประดับประดาไปด้วยแสงดาวและแสงอันนวลตาของดวงจันทร์
และสิ่งที่ไม่ควรลืมอีกอย่างคือโรงแรมส่วนใหญ่ที่นี่
จะเปิดให้เช็คอินจนถึงห้าโมงเย็นเท่านั้น
หากคุณมาถึงช้ากว่านี้จะไม่มีพนักงานหลงเหลือในโรงแรมให้คุณเช็คอิน
นั่นหมายความว่าคุณต้องไปตระเวนหาที่พักที่อื่นที่ยังพอมีเปิดอยู่บ้าง
แต่ก็น้อยเหลือเกินแล้วยิ่งหากคุณมาถึงช้าเกินสามทุ่มแล้วหละก็
คุณคงต้องนอนแข็งอยู่ใต้หิมะที่ไหนสักแห่งเป็นแน่แท้
เพราะที่นี่ไม่มีโรงแรมไหนเปิดรอรับคุณดึกดื่นขนาดนั้น
เมือง Zermatt
เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ รู้จักกันดีในกลุ่มนักเล่นสกีเพราะที่นี่มีภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและเหมาะกับการเล่นสกี
นอกเหนือจากนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักมาที่นี่เพื่อมาชื่นชมความงามของ
Matterhorn ภูเขาที่ยอดมีลักษณะคล้ายเขาสัตว์ซึ่งดูโดดเด่นสวยงามและแปลกตา
จนมีบริษัทผลิตหนังค่ายยักษ์ใหญ่จากฮอลลีวูดเลือกใช้ภาพ
Matterhorn เป็นโลโก้ของบริษัท ทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นอยู่เวลาไปดูหนังที่โรงหนังและก็อดคิดถึงเมือง
Zermatt ไม่ได้สักที
เพียงแค่ครึ่งวันคุณสามารถเดินเที่ยวเมือง
Zermatt ได้รอบตัวเมืองเพราะที่นี่เป็นเพียงเมืองสกีเล็กๆ
ที่มีแต่นักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนผู้คนในเมืองก็ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ดังนั้นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของที่นี่จึงพยายามคงความเป็นสวิสฯ
เอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อเอาอกเอาใจแขกผู้มาเยือน
ผมหลงใหลชื่นชมเมืองนี้เป็นอย่างมาก เป็นเมืองที่ผมประทับใจที่สุดในการเดินทางครั้งนี้เลยทีเดียว
ภาพของบ้านไม้เก่าๆ
ที่ปล่องไฟมีควันปุ๋ย ปุ๋ย และมีหิมะปกคลุมหลังคา
เรียงรายอยู่ตามภูเขาเป็นกระจุกๆ ช่างเสมือนภาพของสวิสฯ
ในจินตนาการของผมก่อนมาที่นี่ ผิดกันแค่ครั้งนี้ผมสามารถสัมผัสสิ่งต่างๆ
เหล่านั้นได้ รู้สึกถึงความเย็นของหิมะ
สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากเตาผิงและกลิ่นอบอวลของกลุ่มควันที่พวยพุ่งผ่านปล่องไฟ
มันงดงามเกินกว่าคำใดๆ จะมาบรรยายความรู้สึกทั้งหมดของผมได้
นอกเสียจากคุณจะได้มาสัมผัสความงามเหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง
[
วันที่ 3
- Interlaken เมืองที่ขนาบข้างไปด้วยสองทะเลสาบ
]
ชมภาพจากตอนที่
[ 1
] [ 2
] [ 3
] [ 4
] [ 5
] [ 6
] [ 7
]
แสดงความคิดเห็นที่นี่
