ก่อนจะเริ่มจึงขอขอบคุณกระทู้ข้อมูลลาวใต้ทุกกระทู้ที่ทำให้ผมได้เดินตามรอย
ดังนั้นผมจึงขอเอาประสบการณ์และข้อมูลที่ไปเจอะเจอมาในระหว่างทริป
โดยเฉพาะความบ้าระห่ำและความชั่วร้ายในตัวผมเอง
ซึ่งบางอย่างไม่อยากให้ลอกเลียนแบบนะครับ
คืนวันศุกร์ที่
29 เมษายน 2548 หลังเลิกงานก็รีบเดินทางกลับบ้าน
เพื่อเตรียมเสื้อผ้าเตรียมเดินทางไปซื้อตั๋วรถที่ขนส่งหมอชิต
โดยนัดรุ่นน้องไว้ตอนสองทุ่ม ซื้อตั๋วของบริษัทพิบูลฯทัวร์
ป.1 ราคา 392 บาท รอบ 21.30 น. ผมเดาว่าน่าจะเป็นรถเสริมนะครับเพราะเป็นช่วงวันหยุดแรงงาน
แต่กว่ารถจะออกเดินทางก็ล่าช้าไป 23 นาที
แถมไปจอดรอเพื่อนคนขับแถววัดเสมียนนารีอีกเกือบ
15 นาที จากนั้นก็เสริฟอาหารว่างกับเครื่องดื่ม
พอออกเดินทางเลยรังสิตไปได้หน่อย ถูกรถพ่วงขับเบียดแต่ด้วยความสามารถของคนขับจึงทำให้รอดมาได้
ไม่งั้นคงได้ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์ฉบับวันถัดไปเป็นแน่แท้
หลังจากผ่านพ้นนาทีวิกฤตไปได้
ผมคิดว่าผู้โดยสารหลายๆ คนคงหลับไม่สนิทรวมทั้งผมด้วย
อาการหลับๆตื่นๆ นี่ช่างทรมานเสียจริง
หลังจากหลับได้ไม่นานคนขับก็ปลุกให้ทานข้าวที่สถานีโคราช
ก็นึกในใจว่าไม่น่าจะปลุกเลยกว่าจะหลับได้
แถมไม่ได้ทานอะไรด้วยเพราะคูปองแลกอาหารได้มีมูลค่า
12 บาทเอง ผมจึงแลกเป็นขนมปังเก็บเอาไว้กิน
แล้วขึ้นรถไปหลับต่อ
เช้าวันเสาร์ที่
30 เมษายน 2548 รถจอดอีกหลายสถานี จนมาถึงสถานีพิบูลย์มังสาหาร
แล้วก็จอดอยู่เฉยๆ เกือบ 10 นาที จากนั้นคนขับก็ให้ผู้โดยสารที่เหลืออยู่ไปรวมกับรถอีกคัน
ซึ่งรวบรวมผู้โดยสารจากรถที่จะไปช่องเม็ก
3 คัน ผมว่าก็ดีนะที่ร่วมกันประหยัดน้ำมัน
ระหว่างทางก็ถูกด่านตรวจ แสดงว่าน่าใกล้จะถึงแล้ว
ระหว่างการตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมก็นึกในใจว่าเพิ่งได้อ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการลักลอบหนีเข้ามาฝั่งไทยตามชายแดน
เนื่องจากภัยแล้ง กว่าจะเดินทางถึงสถานีช่องเม็กก็เกือบ
10 โมงเช้า จึงนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปที่ด่านราคา
10 บาท พอลงจากรถก็หันมามองหน้ารุ่นน้อง
ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดินมาเองก็ได้ระยะไม่น่าเกินป้ายรถเมล์หนึ่ง
จากนั้นก็รีบไปติดต่อทำเรื่องผ่านแดนในฝั่งไทย
แล้วเดินข้ามไปฝั่งลาวเสียค่าผ่าน 5 บาท
แล้วไปทำเรื่องในฝั่งลาว ผมใช้หนังสือเดินทาง
เสียค่าผ่านแดน 70 บาท สามารถอยู่ได้
2 เดือน และแลกเงินที่ด่านในอัตราแลกเปลี่ยน
1 บาทได้ 264 กีบ แสดงว่าค่าเงินกีบอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท
เพราะว่าปีที่แล้วผมไปหลวงพระบางช่วงสงกรานต์
อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทได้ 250 กีบ ถ้าเป็นตลาดมืดได้ราคาดีกว่านี้นะครับ
ผมแลกเงินไทยไปทั้งสิ้น 1,200 บาท (ไปแบบซำเหมาเที่ยวแบบยาจกนะครับ)
จากนั้นก็เดินไปขึ้นรถเพื่อไปปากเซ
ที่ท่ารถมีรถให้บริการ 2 แบบ คือ รถสองแถวในราคา
8,000 กีบและก็แท๊กซี่ในราคาเหมา 300
บาท ต่อรองราคาไม่ได้เลย เพราะเขาอ้างว่าน้ำมันแพง
แต่ด้วยความโชคดีที่รถแท๊กซี่มีผู้โดยสารอยู่แล้ว
3 คน ผมจึงได้ต่อรองราคาใหม่ได้ไปคนละ
50 บาท คนขับก็ตกลงและช่วยยกกระเป๋าไปไว้ท้ายรถ
ระหว่างทางก็คุยแผนการเดินทางคร่าวๆ กับรุ่นน้อง
ได้ความว่าคืนแรกจะไปนอนแถวดอนเดชไม่ก็ดอนคอน
แล้วอีกคืนจะไปนอนที่จำปาสัก
รถแท๊กซี่ใช้เวลาถึงปากเซประมาณชั่วโมงครึ่ง
พอถึงปากเซประมาณเที่ยง ตั้งใจว่าจะเดินสำรวจรอบๆ
แต่อากาศร้อนมาก เลยเดินได้ไม่ไกล รุ่นน้องผมก็แวะซื้อน้ำอ้อยราคา
2,000 กีบ ผมรีบบอกแม่ค้าว่าผมซื้อราคาแค่
1,000 กีบเอง แม่ค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนั้นก็หาอาหารทาน
โดยรุ่นน้องผมทานเฝอราคา 7,000 กีบ น้ำเปล่าใส่น้ำแข็งฟรี
แต่ผมทานขนมปังที่แลกมาเมื่อคืน ประหยัดไปสองมื้อ
จากนั้นก็รีบหารถไปที่ท่ารถหลักแปด นั่งรถตุ๊กตุ๊กไปในราคาคนละ
5,000 กีบ ต่อรองไม่ได้เพราะเขาอ้างว่าน้ำมันแพง(อีกแล้ว)
ระหว่างทางก็แวะรับคนไปเรื่อยๆ
ในใจก็นึกว่าจะทันรถเที่ยวสุดท้ายตอนบ่ายโมงหรือเปล่าเนี่ย??
พอถึงคิวรถหลักแปด เราก็รีบถามรถไปนากะสัง
เจอราคาคนละ 30,000 กีบ!! ถึงกับตกใจเพราะว่าราคาแพงกว่าข้อมูลที่ผมมีอีกเท่าตัว
ทำไงได้เขาถือไพ่เหนือกว่าเรา ดังนั้นจึงต่อรองเขาว่าสองคน
50,000 กีบได้ไหม คนเก็บเงินรีบตกลงและรีบพาเราขึ้นรถเพราะใกล้เวลาออกแล้ว
แต่บ่ายโมงแล้วรถก็ยังไม่ออก เพราะว่าแม่ค้าเอาสินค้าประเภทเครื่องดื่มและอาหาร
(แปลกๆ) ขึ้นมาจำหน่าย กว่ารถจะออกก็ล่าช้าไปเกือบสิบนาที
ระหว่างทางก็ได้คุยกับสาวคนหนึ่ง ก็ได้ทราบราคาค่าโดยสารของคนลาว
จากหลักแปดถึงหมู่บ้านนากะสังอยู่ที่
15,000 กีบ จากนั้นก็สนทนาต่อได้ความว่าเธอเคยมาอยู่เมืองไทยหลายปีเหมือนกัน
ผมก็นึกในใจว่ามิน่าละถึงพูดไทยชัด ตอนแรกนึกว่าเป็นคนไทยมาเที่ยวเสียอีก
แล้วก็คุยกับสาวลาวอีกคน ถามเรื่องระยะทางว่าใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงนากะสัง
เธอบอกว่าถึงบ่ายสามโมง แต่กว่าจะถึงหมู่บ้านนากะสังก็ประมาณสี่โมงกว่าแล้ว
เพราะว่าจอดรับส่งคนระหว่างทาง และก็มีแม่ค้านำสินค้าต่างๆ
มาเสนอขายระหว่างจอดรถ

บริเวณท่ารถนากะสัง
|

บรรยากาศของหมู่บ้านนากะสังยามเย็น
|

ถึงนากะสังก็รีบไปสอบถามราคาเรือไปหาที่พักแถวดอนคอนหรือดอนเดชก็ได้
เจอราคา 50,000 กีบต่อลำ ถึงกับตกใจ (อีกแล้ว)
เพราะว่าข้อมูลที่มีเขาคิดคนละเจ็ดหรือแปดกีบเองนี่
คุยไปคุยมาก็ได้ความว่าถ้าไปหลายคนถึงได้ราคานี้
ผมจึงแวะทานน้ำร้านแถวนั้น น้ำอัดลมราคาขวดละ
3,000 กีบ ราคาแพงกว่าเมืองไทยตั้งหลายบาท
น้ำแข็งฟรี แต่ด้วยความอ่อนล้าเพราะนั่งรถสองแถวมาหลายชั่วโมงประกอบกับอากาศร้อนอบอ้าว
จึงไม่ลังเลที่จะสั่งน้ำอัดลมทาน

ทานเสร็จก็นั่งรอในร้าน กะว่าจะขอแจมเรือข้ามฟากกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น
แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครข้าม จึงไปต่อรองราคาค่าเรือใหม่ได้มาราคาลำละ
30,000 กีบ นึกอยู่ในใจว่าคงต้องไปแล้ว
เพราะถ้ารอนานกว่านี้จะมืดและหาที่พักลำบาก
แต่โชคดีหันไปเจอเจอฝรั่งคนหนึ่งนั่งอยู่ในเรือ
พร้อมกับสัมภาระเกือบเต็มลำเรือ จึงเข้าไปคุยกับเขาด้วยภาษาอังกฤษแบบงูๆ
ปลาๆ ว่าจะแชร์ค่าเรือไปด้วย เขาตอบว่า
no problem ระหว่างนั่งเรือก็สนทนากับฝรั่งด้วยภาษาอังกฤษแบบชาวกะเหรี่ยง
ได้ความว่าเขาเหมาลำมาในราคา 50,000 กีบ
และจองที่พักกับเพื่อนๆ คืนละ 15 เหรียญสหรัฐที่ดอนคอน
เรือไปส่งถึงบ้านพักของฝรั่ง ผมจึงช่วยค่าโดยสารสองคนเป็นจำนวนเงิน
10,000 กีบ และแอบมองปนอิจฉาที่พักของเขาเป็นแบบแพบนน้ำ
คล้ายๆกับแพที่พักแถวกาญจนบุรีนะครับ
บ้านที่ผมพัก ถ่ายบนเรือนะครับ
จากนั้นก็ขึ้นฝั่งก็เดินหาที่พักไม่ถึงสามสิบก้าวก็เจอที่พักจึงเข้าไปสอบถามราคา
ได้ความว่าห้องเดี่ยว เตียงคู่ ห้องน้ำในตัว
แถมมีระเบียงริมน้ำ ราคา 160 บาท ถ้าเป็นห้องเดี่ยว
ห้องน้ำรวมราคา 80 บาท ด้วยความใกล้มืดประกอบความอ่อนล้า
ผมจึงต่อราคาห้องที่มีห้องน้ำในตัวในราคา
100 บาท เจ้าของบอกว่าไม่ได้ลดให้ได้เหลือราคา
140 บาท ผมและรุ่นน้องก็ตกลง สภาพห้องก็สมราคา
เพราะพวกผมกินนอนง่าย เน้นถูก แต่ที่ชอบที่พักหลังนี้คือ
บรรยายกาศที่อยู่เบื้องหน้าคือพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า
สวยงามประทับใจมาก
จากนั้นก็เตรียมตัวอาบน้ำ
ผมเห็นเด็กๆ กำลังอาบน้ำที่ในแม่น้ำโขง
ทำให้นึกถึงบรรยายกาศครั้งเก่าก่อนที่ไปเล่นน้ำกับเด็กๆ
ที่วังเวียง ดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะเปลี่ยนชุดเหลือเพียงกางเกงตัวเดียวไปเล่นน้ำโขงที่ไหลเย็น
จากนั้นรุ่นน้องก็ตามลงมา พร้อมกับอุปกรณ์อาบน้ำ
เป็นการอาบน้ำอีกครั้งหนึ่งที่มีความสุขท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ

หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนชุดเตรียมออกเดินทางหาอาหารทาน
จำได้ว่ามีร้านอาหารแนะนำจากในกระทู้
ชื่อร้านแสงอรุณ จึงได้สอบถามทางเพื่อไปที่ร้าน
ระยะทางจากที่พักไปถึงร้านไม่ไกลมาก เดินตรงตลอด
ไม่มีเลี้ยวเลย น่าจะประมาณกิโลหนึ่งได้
พอไปถึงที่ร้านก็มืดพอดี เห็นบรรยายกาศแล้วก็ชอบ
เสียดายน่าจะมาเช้ากว่านี้นะ ในร้านมีคนทานอยู่สองโต๊ะ
โดยโต๊ะใหญ่เป็นคนไทยประมาณเกือบสิบคน
ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเป็นกลุ่มของทริป trekkingthai
ที่มาลาวใต้นะครับ
อาหารมื้อนี้ถือเป็นมื้อแรกในวันนี้ของผมเลยนะครับ
สั่งอาหารโดยให้ที่ร้านแนะนำมาสองสามอย่าง
อร่อยใช้ได้ แต่จำชื่ออาหารไม่ได้แล้ว
เลยอดมานำเสนอ ผมสั่งน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่ม
ในขณะที่รุ่นน้องสั่งเบียร์ลาวเป็นขวด
ตบท้ายด้วยแพนเค้กราดช็อคโกแลค สรุปค่าใช้จ่ายมื้อนี้
90,000 กีบ อิ่มมากเลยนะครับ ระหว่างทางเดินกลับที่พักมืดมาก
มองไม่ค่อยเห็นทางเพราะว่าไม่มีไฟตามทางเดิน
จะมีก็แต่ไฟบ้านบางหลังเท่านั้น แถมยังใช้ไฟปั่นกันอยู่เลย
ได้บรรยายกาศชนบทจริงๆ แถมพวกเราไม่มีไฟฉายติดตัวมาด้วย
จึงอาศัยเดินตรงไปเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางความมืด
ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีแสงสว่างของหมู่ดาวนับไม่ถ้วนเต็มฟากฟ้าเป็นแสงนำทาง
ทำให้นึกถึงหมู่ดาวที่โอบล้อมผม ตอนที่อยู่บนยอดดอยหลวงเชียงดาวท่ามกลางความหนาวเย็น
ต่างที่ต่างเวลาแต่ความงดงามไม่แตกต่าง
ถึงที่พักประมาณสองทุ่มก็รีบเข้านอน เพราะด้วยความอิ่ม
ความอ่อนล้าจากการเดินทาง ทำให้เผลอหลับไป
เป็นการนอนที่เร็วกว่าอยู่ในเมืองหลวงเสียอีก
เนื่องจากเวลานี้เป็นเวลาที่จะเพิ่งเชื่อมต่อโลกไร้พรมแดนเองนะเนี่ย..
ตอนที่
2 : น้ำตกหลีผี >>