Home > Trip Story > ลุยเดี่ยวเที่ยว OSLO

บันทีกท่องเที่ยวตอนลุยเดี่ยวเที่ยว OSLO

บันทึกการเดินทางโดย : คุณท้อด LH

หลังจากที่ผมลองซื้อหนังสือ Rough Guide ของยุโรปมาอ่านดู ผมก็ได้ลองเปิดอ่านดูคร่าวๆ แล้วก็สรุปได้ว่าเมืองที่ผมอยากจะไปเยือนทริปต่อไป ควรจะเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก เที่ยวง่าย เดินทางไม่ลำบาก และไม่อันตราย เนื่องจากต้องเดินทางคนเดียวแต่อย่างไรก็ดี เรื่องงบในการท่องเที่ยวนั้นผมก็มีจำกัด แต่ผมก็คิดว่าคงจะไม่ได้เสียเงินอะไรมากมาย เพราะตั้งใจจะไปแค่ 3 วัน 2 คืนเท่านั้น ผมเองตอนแรกก็สรุปว่าจะเลือกระหว่าง Brussel, Copenhagen, Lisbon, Vienna กับ Oslo แต่ท้ายที่สุดก็เลือกไป Oslo ครับ เพราะบังเอิญมีเพื่อนอยู่ที่นั่น แล้วเค้าออกปากชวนพอดีทุกอย่างลงตัว เลยเก็บกระเป๋าเดินทางทันทีครับ

ผมต้องขอออกตัวนิดนีงนะครับว่าผมไม่ใช่นักเขียน ดังนั้นหากมีอะไรผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่อง ก็กรุณาอย่าแปลกใจ ผมเป็นคนที่ชอบเดินทาง แต่ผมก็ไม่ได้อินกับประวัติศาสตร์อะไรมาก แล้วก็ไม่ได้ขวนขวายหาความรู้อะไรขนาดนั้น แต่ผมเป็นคนที่เที่ยวทุกแบบครับ ทั้งกิน ทั้งดื่ม เที่ยวกลางคืน เที่ยวสวนสาธารณะ เที่ยว Museum ดูสถาปัตยกรรม และอื่นๆ ถือว่าอ่านสมุดบันทีกการเดินทางเล่นๆ ก็แล้วกันนะครับ

หลังจากที่ผมรีบร้อนออกมาสนามบินที่เมืองFrankfurt ประเทศเยอรมัน (ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ครับ) ผมก็สังเกตุดูว่าเที่ยวบินนี้ ค่อนข้างเต็มพอสมควร ผู้โดยสารโดยมากเป็นคนนอร์วีเจียนทั้งนั้น มีคนอเมริกันและเยอรมันประปราย แต่ที่สำคัญ มีผมเป็นผู้โดยสารเอเซียเพียงคนเดียวในเที่ยวบินนี้ครับ โชคดีที่ได้ upgrade ไปนั่งชั้นธุรกิจ ก็เลยสบายไป แอบหลับได้ตื่นหนี่งก็ถึงสนามบิน Gardermoen อันสวยงามของเมือง Oslo ในตอนเที่ยงๆ ครับ

ผมเองไม่เคยมาประเทศในแถบ scandinavia มาก่อน ประเทศนอร์เวย์เป็นประเทศแรกครับ ผมเองตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง อาคารของสนามบินก็เป็นอย่างที่คาดไว้ครับคือดูเป็น showroom
ใหญ่ๆ ของห้างขายเครื่องเรือนขี้นชื่อ IKEA ของ Sweden นะครับ เป็นผสมผสานที่ลงตัวพอสมควร ดูโปร่ง สะอาด (เหมือนทั้งประเทศของเค้า) โดยอาคารทั้งหมดเป็นพื้นไม้ beech สีอ่อน และเพดานสูง ดูสวยสะอาดเป็นอย่างมากครับ แต่ยังไม่ทันได้เพ้อเจ้อ ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาทักแล้วขอดู passport (เนื่องจากเครื่องบินเข้ามาจากเยอรมัน จีงไม่มีการตรวจ passport เป็นเรื่องเป็นราวเพราะถือว่าผมได้ผ่านเข้าเขต European Union Countries มาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนะครับ) เจ้าหน้าที่เค้าพูดจาสุภาพกับผมมาก แต่หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนมาตรวจครับ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะลักลอบเข้าประเทศเค้าอยู่แล้ว แถมมีเป้บนหลังใบเดียว จะหนีเข้าประเทศเค้าตอนเริ่มหนาวผมคงไปไม่รอดหรอกครับ

หลังจากนั้นผมก็แลกเงิน โดยนำเงิน Euro ไปแลกทั้งหมด 150 euros ได้มา เกือบ 1,500 NOK คาดว่าคงพอใช้ใน 2 - 3 วันนี้ จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถไฟ Airport Express รู้สึกว่าเค้าจะเรียกสนามบินว่า Lufthaven นะครับ ถ้าใครทราบภาษาก็ช่วยแนะนำด้วยครับ ค่าตั๋ว 140 NOK (ขาไปขาเดียวครับ ต้องพยายามจำไว้ว่าต้องเก็บเงินไว้อย่างน้อยอีก 140 NOK เผื่อขากลับ) แต่เราสามารถใช้บัตร credit card ซื้อตั๋วได้ซี่งผมก็เลือกแบบนี้เพราะจะได้เก็บเงินสดไว้ใช้ รถไฟมาตรงเวลามากครับ และรถไฟเองก็สะอาดมากกกกกกก (เน้นครับว่าสะอาดจริงๆ) เหมือนนั่งเครื่องบินอย่างไงอย่างงั้น กระเป๋าตรงที่นั่งข้างๆ ก็มีนิตยสาร(ภาษานอร์วีเจียน) และคู่มือความปลอดภัยให้อ่านด้วยครับ นอกจากนี้ยังมีประกาศจากพนักงานสาวอย่างชัดเจนว่ารถไฟจะเดินทางไปไหนบ้าง แล้วจะเดินทางไปถีง Central Station (Sentralstasjon หรือ Oslo S นั่นเอง) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีนะครับ วิวข้างทางสวยมากครับ เป็นเมืองบนไหล่เขา สลับกับเนินเขาเขียวขจี คาดว่าอีกไม่นานคงจะปกคลุมไปด้วยหิมะหนาหลายสิบเซนต์ได้ครับ อ้อ ลืมบอกไปว่าอากาศที่นี่สดชื่นมากครับ ไม่มีมลภาวะอะไรใดๆทั้งสิ้น ทุกอย่างสวย เรียบร้อย สะอาด จนสงสัยว่าอะไรมันจะขนาดนั้น

รู้กันว่าสถานีรถไฟเมืองไหนๆ ก็เป็นแหล่งมั่วสุมของขอทาน และคนติดยา รวมทั้งหญิงอาชีพพิเศษด้วย รถไฟเดินทางมาถีงสถานีตรงเวลา (อีกแล้ว อะไรมันจะขนาดนั้น) ผมก็ลองเดินตามฝูงชนดู แล้วไม่ทันไรก็ออกมาหน้าอาคารครับ ลองมองซ้ายมองขวาหาดูขอทาน คนติดยา และอื่นๆ ก็ไม่เห็นเลยซักคน ผมก็ว่ามันดูแปลกๆ ชอบกลยังไงไม่ทราบ ่ผมก็ทราบมาว่าประเทศนอร์เวย์เป็นหนี่งในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก (อาหารและที่พักแพงมาก) เก็บภาษีประชาชนแบบตายกันไปข้างหนี่ง แต่ผู้คนที่นี่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลของเค้าเช่นกัน ค่ารักษาพยาบาลฟรี ค่าเล่าเรียนฟรี แถมเรียนแบบดีด้วยนะครับ คนแถบ scandinavia นี่พูดกันได้ไม่ต่ำกว่า 4 ภาษา คือ Norwegian, Danish และ Swedish ซี่งคล้ายๆกันอยู่แล้ว และนอกเหนือจากนั้นคือภาษาอังกฤษที่ได้รับการสอนมาตั้งแต่ชั้นประถม แถมสอนแบบอ่านออกเขียนได้เลยนะครับ (อิจฉา) นอกเหนือจากนั้นพอนักเรียนเริ่มโตขี้นก็สามารถเลือกเรียนได้อีกหลายภาษาเช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาเลียน เยอรมันและอื่นๆ ไม่แปลกใจเลยครับที่ประเทศเค้าไม่มีขอทาน อ้อ... นอกเหนือไปจากนั้น ทราบหรือไม่ครับว่านอกจากประเทศนอร์เวจะรวยอยู่แล้ว เค้าก็ยังมีบ่อน้ำมันอีก (ที่รวยอยู่แล้วก็เลยรวยไปกันใหญ่...รวยกันเข้าไป) โดยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่รายที่สองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย (ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย) แต่ถีงกระนั้นเค้าก็ยังรู้จักรักษาสภาพแวดล้อม โดยปริมาณรถในเมืองก็ไม่ได้มีมากมายนัก และคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ public transportation อยู่ อันนี้ต้องขอนับถือในความรักที่จะเก็บให้ทุกอย่างอยู่เหมือนเดิมนะครับ

นอกเรื่องไปไกล วกกลับเข้ามาเรื่องเดิมดีกว่าครับ ผมก็เดินหาโรงแรมซี่งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักคือ Karl Johans Gate (ซี่งสายนี้จะลากยาวไปจนถีง Grand Palace เลยนะครับ) ตัวเมืองน่ารักมากครับ ตึกรามบ้านช่องจะเป็นแบบโบราณ ผมไปถีงวันเสาร์ จึงมีครอบครัวพาลูกๆ มาเดิน ถนนซี่งมี Street Performers มากมาย แล้วก็มีร้านรวงเปิดถีง 6 โมงเย็นเท่านั้นครับ
พอไปถีงโรงแรมแสดงตัวเรียบร้อย ทางโรงแรมแจ้งให้ผมทราบว่าตอนนี้ห้องยังเต็มอยู่เพราะแขกยัง checkout ออกไปไม่หมด ผมจีงฝากของไว้ก่อนแล้วออกไปเดินดูเมืองเล่นครับ เสียดายที่ลืมเอากล้องไปด้วยครับ (เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าทำไมครับ) เดินๆ ไปก็เกิดอาการหนาวครับ (อุณหภูมิตอนนั้นน่าจะราวๆ 3 องศาครับ) เลยหลบไปเดินในห้างเล่น แต่ก็เป็นห้างเล็กๆ เดินได้ไม่นานก็ต้องออกมาเจอความหนาวต่อครับ หลังจากนั้นผมก็เดินไปบนถนน Grensen ซี่งขนานไปกับถนนหลัก Karl Johans เลยแวะชมตีก Stortinget (รัฐสภา) แต่เข้าไปไม่ได้ครับ เลยได้แต่ดูอยู่ข้างนอก แล้วผมก็วนกลับมาเดินบน Karl Johans อีกครั้งเพราะนัดเจอกับเพื่อนไว้ตอนราวๆ บ่ายสองโมง หน้าโรงแรมหรู Grand Hotel ครับ ผมแวะดูร้าน H&M, Benetton และอื่นๆ ทันใดนั้นก็ได้รับข้อความจาก Peter เพื่อนผม
พอเจอกันก็ทักทายกันตามประสาคนไม่ได้เจอกันนานพอสมควรแล้วก็เริ่มออกทัวร์เมืองเลยครับ

โชคดีครับที่ Peter ทำงานเป็นนักข่าว ดังนั้นเค้าสามารถพาผมเข้าไปดู
museum ต่างๆ โดยไม่เสียเงินครับ เค้าพาผมเดินผ่านสวนสาธารณะเล็กๆหลายแห่งในเมืองซึ่งน่ารักๆทั้งนั้น (และไม่มีขอทานอีกแล้ว สงสัยหนาวเกิน) แล้วก็เดินไปตรง Harbour ของเมืองที่เค้าเรียกว่า Radhusbrygge ซี่งตอนหน้าร้อนจะเต็มไปด้วยผู้คนมานั่งดื่มเบียร์และปิคนิคกันเต็มไปหมดทางด้านขวามือก็มีห้างหรูให้เดินเล่น เดินๆ อยู่แดดก็เริ่มออกครับ เลยค่อยยังชั่วหน่อย เราเดินเล่นไปจนยอดเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของ Radhusbrygge ที่มี Resistance Museum ซึ่งเราก็ได้เข้าไปดูฟรีครับ (ขอบคุณ Peter เป็นครั้งแรก) Resistance Museum นี้เป็น Museum เล็กๆ ที่จัดแสดงให้เห็นถีงช่วงที่ประเทศนอร์เวย์ถูกเยอรมันรุกรานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตอนนั้นมีคนนอร์เวย์คนหนี่ง (จำชื่อไม่ได้แล้วครับบอกแล้วว่าผมไม่ได้ขวนขวายความรู้อะไรมากมาย) ซึ่งเข้าข้างฝ่ายเยอรมันแล้วพยายามจะทำให้ประเทศนอร์เวย์ เข้าร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับเยอรมัน แต่ท้ายที่สุด นายคนนี้ก็ถูกจับไปประหารชีวิต (ทั้งๆ ที่ประเทศนอร์เวย์ ไม่มีโทษประหารชีวิต แต่ยกเว้นให้นายคนนี้ สงสัยจะเลวจริงครับ) โดยที่เค้าไม่บอกว่าที่ฝังศพนายคนนี้อยู่ที่ไหน กลัวจะเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่ม Neonazi ครับ เดินไปเดินมาก็ทั่วแล้ว ก็เลยเดินเลยไป Armed Force Museum ต่อไปเลย แต่บังเอิญเค้าปิดครับเลยอดเข้าไป

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมานาน (ตัวผมเองอดนอนมาร่วม 24 ชั่วโมงแล้วครับ) ส่วนนาย Peter นั้นเมื่อคืนก่อนไป party มาเลยยัง hangover อยู่ สองคนเลยเดินกันแบบเบลอๆ แล้วก็ไปนั่งทาน snack และกาแฟที่ร้านเก๋ตรงหัวมุม Nedre Vollgate แล้วก็นีกขี้นได้ว่าต้องกลับโรงแรมไป checkin เราเลยมุ่งตรงไปยังโรงแรม ล้างหน้าล้างตา ก่อนที่จะออกมาเดินเล่นอีกรอบครับ นั่นแหละครับที่นีกขี้นมาได้ว่าเมื่อกี้ไม่ได้เอากล้องติดตัวมา เลยอดถ่ายรูปเลย เนื่องจากวันหลังๆ ผมก็ไม่ได้ไปเดินเล่นอะไรมากมายแล้วครับ เสียดายจริงๆครับ เราสองคนตัดสินใจไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Oslo แต่ผมก็จำชื่อไม่ได้(อีกเช่นเคย) เดินกันอยู่ซักครู่ก็เริ่มทนหนาวไม่ไหว เพราะเริ่มมืดและอุณหภูมิเริ่มลด ถ่ายรูปไปได้สองสามใบก็จบข่าว

จึงตัดสินใจกลับไป apartment ของ Peter เพื่อหลบหนาวซี่งอยู่ใกล้ๆ
กันก่อน เพราะ 3 ทุ่มคืนนั้นจะมีปาร์ตี้กันต่อครับ ก่อนหน้านั้นเราก็ตัดสินใจว่าจะทำอาหารทานกันง่ายๆ ก่อน จีงไป supermarket พอซื้อของครบ ก็เลยกลับไปเตรียมตัวทำอาหารกันครับ ไก่ผัดผักน้ำมันหอยใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งผลลัพท์ออกมา อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ (สงสัยหิวทั้งคู่)

การปาร์ตี้ของคนที่นี่ก็การมานั่งดื่มสังสรรค์กันก่อนที่จะออกไปเที่ยวกันนะครับ โดยขอบอกว่าคนที่นี่ดื่มเก่งมากกกกกครับ ดื่มกันเหมือนน้ำเปล่า และแต่ละคนก็ผสมเครื่องดื่มกันนานาชนิด เช่น Vodka&Sprite แล้วใส่ Icetea ลงไปนิดนีง อร่อยมากครับ แล้วก็ Vodka & Fanta น้ำแดง หรือ Gin & Icetea แต่ละรายคอแข็งกันทั้งนั้น

พอเที่ยงคืนได้ฤกษ์ก็เริ่มออกเดินทางไปเที่ยว club กัน ซื่งวันนั้นเราจะไปที่ SOHO ซึ่งอยู่บนถนน Kirkgata ครับ ในแนวนั้นจะมี club รายเต็มไปหมด (แต่ไม่เยอะเท่า RCA นะครับ) แล้วก็จะมีการตรวจอายุด้วย ถ้าคุณอายุไม่ถีง 18 เค้าก็จะไม่ให้เข้าครับ

เราอยู่กันจนถีงตี 3 ก็เริ่มกลับครับ (เมื่อไรเมืองไทยจะเปิดถีงตี 3 - 4 เสียที่เนี่ย ขนาดผมไม่ใช่นักเที่ยว ผมยังรำคาญเลยครับ ทำเหมือนคนไทยทุกคนไม่รู้จักความพอดีของตัวเอง ทำยังกับปิดตี 2 แล้วเด็กจะเลิกมั่วสุมกันทันทีนั่นนะครับ) อ้าว นอกเรื่องอีกแล้ว พอออกมาก็พอดีได้เวลาแบตหมด กลับโรงแรมนอนครับแล้วผมก็ได้ผ่านประสบการณ์ไหลตายในคืนนั้นเองครับ เหนื่อยสุดๆ................


ลุยเดี่ยวเที่ยว OSLO ตอนที่ 2 (จบ)



ติดต่อโฆษณา
: advertising@tourlok.com

Tourlok Dot Com
©


 

หน้าหลัก City Focus ราคาตั๋วเครื่องบิน ที่พักและโรงแรม รายการทัวร์ เคล็ดลับการเดินทาง Directory ภาพสวยๆ ทั่วโลก