Gallery รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ เรื่องเล่าของชาวทั่วโลก ติดต่อเรา เคล็ดลับการเดินทาง โปรแกรมทัวร์ สุดคุ้ม เช็คราคาที่พักราคาประหยัด และโรงแรมมีระดับราคาพิเศษ ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ทั่วโลก ข้อมูลท่องเที่ยวทั่วโลก

 


นมัสเต เนปาล
เรื่องและภาพโดย : คุณ Smith

ตอนที่ [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

วันที่ 3 (มะเนปาล - ปัคตาปูร์ - กาฐมัณฑุ)

เช้านี้เรามีเวลาเหลือมาก พี่ไกด์ทั้งสองเลยพาคณะเราไปเที่ยวเมืองเล็กระหว่างทางไปปัคตาปูร์ (Bhaktapur) คือเมืองมะเนปาล (Manepal) ว่ากันว่ากษัตริย์มัลละ (Malla) ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์มัลละได้แบ่งพื้นที่ในหุบเขากาฐมัณฑุให้พระโอรสและพระธิดาปกครอง ซึ่งก็คือเมืองกาฐมัณฑุ ปัคตาปูร์ ปาทาน และมะเนปาล ผู้ปกครองแต่ละเมืองก็จะแข่งกันสร้างเมืองทั้งด้านสถาปัตยกรรม และอื่นๆ
แม้เมืองมะเนปาลเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่ไม่มีบทบาทสำคัญสำหรับด้านสถานที่ท่องเที่ยว แต่ในอดีตเมืองแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขาย (Trade Center) เชียวนะ คนเนปาลีที่นี่จะสืบเชื้อสายเนวารี (Newari) เราแวะชมวัดฮินดูในหมู่บ้าน ซึ่งเราได้รับอนุญาตให้ชมแต่บริเวณด้านนอก ไม่สามารถชมด้านในซึ่งอนุญาตให้ชาวฮินดูเข้าเท่านั้น หน้าโบสถ์มีคนวางเข็มขัดหนังไว้ ตอนแรกนึกว่าเข้าวางไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า ที่ไหนได้ผิดอย่างสิ้นเชิง พี่ไกด์อธิบายว่าคนฮินดูเชื่อว่าเครื่องหนังส่วนใหญ่ทำจากหนังวัว ดังนั้นก่อนเข้าไปทำการสักการะเทพเจ้าในโบสถ์เขาจึงถอดทุกอย่างที่เป็นเครื่องหนังวางไว้ด้านหน้าโบสถ์



วัดเล็กๆในเมืองมะเนปาล มีภาพเขียนผนังด้านนอกลงสีสันจัดจ้าน สวยงาม

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่เมืองปัคตาปูร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Live Museum) เรียกได้ว่าเมืองทั้งเมือง รวมไปถึงผู้คนคือสิ่งที่หน้าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง พี่ไกด์บอกว่าหากเปรียบกาฐมัณฑุเป็นกรุงเทพ ปัคตาปูร์ก็คงเป็นเชียงใหม่ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันกลับคิดว่าปัคตาปูร์เปรียบเหมือนอยุธยาต่างหาก หากอยุธยาของไทยเราไม่โดนทำลาย บรรยากาศการอยู่อาศัยก็คงไม่หนีจากเมืองนี้สักเท่าไหร่ คือบ้านเรือนที่เก่าๆทั้งหลายนี้ไม่ได้ไร้ผู้คนอาศัย หรือถูกกันไว้เป็นเขตพิพิธภัณฑ์ ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง หน้าต่างตามบ้านแกะสลักเสลาได้อย่างวิจิตร Durbar Square - Bhaktapur ยิ่งใหญ่อลังการ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของอวดภาพสวยๆเลยละกันนะคะ

เพื่อนสาวขอเติมพลัง ก่อนเดินชมเมือง ด้วยขนมที่คล้ายขนมกง บวกปาท่องโก๋บ้านเรา ราคาย่อมเยาเพียง 2 รูปี
 

หน้าต่างบานสวย ที่แกะสลักเป็นรูปนกยูง วิจิตรจริงๆ




ร้านขายของก็สวยกว่าบ้านฉันอีก




หนึ่งในสถาปัตยกรรมใน
Durbar Square อลังการงานสร้าง



ประตูทอง (Golden Gate) ได้ชื่อว่าเป็นประตูที่สวยหนึ่งในหลายๆ ประตูของโลก เบื้องหลังเป็นเขตพระราชฐาน ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม และถ่ายรูปบางส่วนเท่านั้น

 

สระสรงน้ำในเขตพระราชฐาน เป็นเพียงส่วนเดียว ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย สระนี้เป็นแบบ Open-air เวลากษัตริย์สรงน้ำคงบรรยากาศดีน่าดู ชมเดือนชมดาวไป ตรงกลางสระมีรูปปั้นงู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ





บริเวณลานหน้าเขตพระราชวัง

 

 




น้องๆที่วิ่งไปวิ่งมาแถว Durbar Square พูดภาษาอังกฤษเก่ง สำเนียงดี คอยเชิญชวนนักท่องเที่ยว ไปเที่ยวโรงเรียนศิลปะของตน ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ ที่แอบอยู่ในตึก ที่นี่เปิดสอนและ ขายศิลปะภาพเขียนแบบทิเบต ภาพสวยมาก ละเอียดต่างกันไปตามราคา เริ่มตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป

ปิดท้ายเมืองปัคตาปูร์ด้วย Lunch ที่ตึกสวยกลาง Durbar Square เพิ่มความเจริญอาหารเข้าไปอีก หลังจากอิ่มอร่อยก็เดินทางเข้ากาฐมัณฑุ เข้าเช็กอินที่โรงแรมเดิมคือ รอยัลสิงหะ ระหว่างทางนอนตุนแรงมาเต็มที่เพราะบ่ายนี้ฟรี เพื่อนพ้องก็พร้อมที่จะไปตลาดทาเมล แต่เรื่อง shopping จะเล่าให้ฟังวันสุดท้ายนะคะ



วันที่ 4 (ปาทาน- มหาเจดีย์พุทธนาถ - วัดปาศุปาร์ตีนารถ)

วันนี้เราจะไปเที่ยวเมืองสุดท้ายของ Katmandu Valley กันแล้ว นั่นก็คือเมืองปาทาน (Patan) หรือ ละลิปูร์ (Lalipur) ซึ่งคำหลังเป็นภาษาเนวาร์ แปลว่าเมืองแห่งศิลปะ (City of Art) ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะว่าเมืองนี้เขามีชื่อเสียงด้านศิลปหัตถกรรม และเครื่องทองเหลือง

วัดแรกที่เข้าไปเป็น Community House ผสมกันระหว่างพุทธและฮินดู ซึ่งแตกต่างจากของฮินดูแท้ๆตรงที่ ของฮินดูแท้ๆนั้นจะค่อนข้าง Conservative สามารถเข้าไปสักการะได้ปีละครั้ง ในขณะที่แบบผสม หรือแบบพุทธแท้จะไปปีละกี่ครั้งก็ได้

ศาสนาพุทธที่เนปาลเป็นพุทธมหายาน นับถือเทพเจ้าหลายองค์ นอกจากนี้พระโพธิสัตว์บางองค์ในนิกายนี้ยังสามารถถืออาวุธได้ด้วย ส่วนศาสนาพุทธแบบที่คนไทยนับถือเป็นแบบหินยานคือเคารพแต่พระพุทธเจ้า และเชื่อในคำสอนของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองนิกายมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ นิพพาน หรือความเป็นนิรันดร์ (Nirvana)

ต่อจากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปที่วัดทอง (Golden Temple) ตัวผนังอาคารด้านหนึ่งแกะสลักด้วยทองสมชื่อวัด วันนี้มีพิธีประมาณว่าทำบุญปีใหม่มีนักบวชมาร่วมสวดมนต์กันใหญ่

แล้วก็ที่พลาดไม่ได้เช่นเมืองอื่นๆก็คือDurbar Square - Patan ที่ดูเงียบ สงบ เจียมเนื้อเจียมตัวอย่างไรบอกไม่ถูก ไม่พลุกพล่านเมืองกาฐมัณฑุ ไม่อลังการเมืองปัคตาปูร์ จะมีก็แต่แม่ค้าช่างตื้อทั้งหลาย



หลังจากงีบกลางวันแล้ว เราก็เคลื่อนตัวไปที่จุดมุ่งหมายต่อไปคือวัดพระวิษณุ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่รูปสลักของพระวิษณุ และงูที่แกะสลักจากหินเพียงก้อนเดียว นอนอยู่ในน้ำอายุอานามก็ปาเข้าไป 800 กว่าปี เนื่องจากวันนี้มีพิธีที่วัดนี้เช่นกัน ผู้คนจึงเยอะมากเป็นพิเศษ กว่าช่างภาพประจำแก๊งจะปีนรั้วไปถ่ายรูปได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

จากนั้นเราก็เดินทางไปชมเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล คือมหาเจดีย์พุทธนาถ(Boudhanath) ขอบอกว่าใหญ่มาก บนเจดีย์มีตาเทพเจ้า (Wisdom Eyes) สี่ทิศคอยสอดส่องผู้คนให้ทำดีอยู่เสมอ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งอพยพของชาวทิเบต มีพระทิเบตรวมทั้งชนชั้นสามัญอื่นๆมายืนแกว่งวงล้อสวดมนต์กันอยู่ทั่ว นอกจากวงล้อสวดมนต์แล้ว ยังมีชามมหัศจรรย์ที่เพียงท่านใช้ไม้เคาะเบาที่ปากชาม แล้วไล้ไม้ไปตามปากชามเป็นวงกลม จะมีเสียงใสกังวานเกิดขึ้น ระหว่างสวดมนต์ก็ท่องไปว่าโอมมุณีมัทเมหุม (ถ้าสะกดผิดขออภัย) ซึ่งเป็นคำสันสกฤต โดยโอมมุณีแปลว่าลูกแก้ว มัทเมแปลว่าดอกบัว และหุมแปลว่าตนเอง พอเอามารวมๆกันแปลว่าอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่เป็นคำศิริมงคล ที่แน่ๆคำคำนี้ หรือแค่ "โอม" เฉยๆจะปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ใครชื่อโอมมาประเทศนี้ถ้าจะได้รับเกียรติเป็นพิเศษ

สุดท้ายของวันนี้ก็เป็นจุดหมายที่แสนสลดใจอยู่เล็กน้อย คือการไปดูการเผาศพที่วัดปาศุปาร์ตีนารถ (Pashupatinath) ซึ่งเป็นวัดฮินดู นักท่องเที่ยวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป แต่ไม่เป็นไรเราไปยืนแอบดู แบบเห็นกันจะจะฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำบักวาตี แม่น้ำแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เพราะสุดท้ายแล้วแม่น้ำบักวาตีก็จะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคานั่นเอง แม่น้ำศักดิ์แห่งนี้เล็ก และตื้นเขิน แถมสกปรกอีกต่างหาก ชาวฮินดูที่เนปาลเมื่อตายแล้วจะมาเผาที่วัดนี้ เรียกว่าคิวไม่เคยว่างเลยหละ หากพ่อตาย ลูกชายคนโตก็จะโกนหัว และมาเป็นผู้ทำพิธี หากแม่ตายก็จะเป็นหน้าที่ของลูกชายคนรอง ซึ่งก่อนและหลังการมาเป็นผู้ทำพิธีนั้นก็ต้องมีการเก็บเนื้อเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร หากครอบครัวไหนไม่มีลูกชายก็จะมีกฎไว้ว่าต้องทำอย่างไร เช่น หาญาติสนิท หรือครอบครัวหัวทันสมัยบางครอบครัวก็ให้ลูกสาวนั่นแหละเป็นคนจัดการ พิธีกรรมก็คือนำศพขึ้นนอนบนแคร่ไม้ ถอดเสื้อภาพอาภรณ์ทุกชิ้นทิ้งลงในแม่น้ำ เสร็จแล้วจุดไฟเผาร่างจนมอดไหม้ แล้วนำเถ้าลอยน้ำไป เห็นแล้วก็ปลงจัง
ปกติแล้ววัดนี้จะมีฤๅษีมานั่งดัดตนโชว์ด้วย แต่วันนี้คงไม่ปกติเพราะไม่เห็นสักกะตนเดียว


แสดงความคิดเห็นที่นี่





ติดต่อลงโฆษณา : อัตราค่าโฆษณา
Tourlok Dot Com
©

ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ทั่วโลก เช็คราคาที่พักราคาประหยัด และโรงแรมมีระดับราคาพิเศษ โปรแกรมทัวร์ สุดคุ้ม เคล็ดลับการเดินทาง ติดต่อเรา เรื่องเล่าของชาวทั่วโลก รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ Gallery