Gallery รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ เรื่องเล่าของชาวทั่วโลก ติดต่อเรา เคล็ดลับการเดินทาง โปรแกรมทัวร์ สุดคุ้ม เช็คราคาที่พักราคาประหยัด และโรงแรมมีระดับราคาพิเศษ ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ทั่วโลก ข้อมูลท่องเที่ยวทั่วโลก

 


นมัสเต เนปาล
เรื่องและภาพโดย : คุณ Smith

ตอนที่ [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]


วันที่ 1 (กรุงเทพฯ - กาฐมัณฑุ)



เครื่องบินรอยัล เนปาล (RA 402) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของเนปาล ได้พาเครื่องลงจอดที่สนามบินตรีภูวันเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชม. (ออกจากกรุงเทพประมาณบ่าย 2) ที่นี่เวลาช้ากว่าเมืองไทยประมาณ 1.25 ชม. ไหนใครน๊า? บอกว่าสนามบินที่นี่เล็กประมาณสนามบินขอนแก่น (ช่วงที่ยังไม่ได้ปรับปรุงรับผู้แทนเอเปค) ขอบอกว่าสนามบินตรีภูวันดูสวย คลาสสิก เป็นตึกที่สร้างด้วยอิฐสีแดง

ช่วงแรกๆ ระหว่างนั่งเครื่องมา มีหลายต่อหลายคนที่ใส่หน้ากาก เพราะช่วงนั้นโรค Sars กำลังระบาด ขอย้ำว่าแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากที่ทนหายใจไม่ออกมานาน บรรดาจอมโจรใส่หน้ากากก็ยอมเผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้โลกได้เห็น

เนื่องจากการมาเที่ยวเนปาลครั้งนี้มีเวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อย เราจึงตัดสินใจซื้อทัวร์แบบ Full Board จากบริษัท Ideal Travel ในราคาที่คิดว่าคุ้มคือ 25,900 บาท ช่วงเวลา 6 วัน 5 คืน เพื่อนๆ อย่าพึ่งมีอคติกับการเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์แบบนี้นะคะ อยากจะให้เครดิตบริษัททัวร์นี้นิดนึง ว่าจัดกรุ๊ปทัวร์ค่อนข้างเล็ก คือประมาณ 20 กว่าคน เวลาเที่ยวสถานที่ต่างๆ ก็มีเวลาเยอะ (ไม่ใช่เอาเท้าไปจุ่มแล้วกลับ) มีเวลาFree time เยอะ มีคุณพี่ไกด์เป็นคนไทยหนึ่งคน และคนเนปาลหนึ่งคน สอบถามทราบมาว่าคุณพี่ไกด์ท้องถิ่นเป็นคนที่ Connection ค่อนข้างดีทำให้สามารถต่อรองราคาได้ถูก ทำให้ราคาของทัวร์ถูกตามไปด้วย แต่ได้เที่ยวครบเหมือนกับทัวร์บริษัทอื่น

หลังจากที่เช็กเอกสาร และนำกระเป๋าออกเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปที่รถบัส ระหว่างทางจะมีเด็กอายุ 8-9 ขวบมาเดินตามช่วยถือกระเป๋าให้ ในใจก็คิดว่าเด็กพวกนี้มีน้ำใจจัง พอเดินมาถึงรถก็รู้แจ้งแก่ใจว่าเสียรู้ซะแล้ว ต้องจ่ายเงินเป็นค่าเหนื่อยให้เด็กไปสัก 1-2 US เออ! ลืมบอกไปว่ามาเนปาล ให้แลกเงินเป็นเงินดอลล่าร์ก่อน แล้วค่อยมาหาแลกเงินรูปีเนปาล ซึ่งจะมีที่รับแลกเงินอยู่ทั่วไป

บรรยากาศภายในเมืองกาฐมัณฑุนั้นไม่ได้ดูล้าหลังเลย ตึกเก่าๆ ดูขลังมีเสน่ห์ สินค้าที่สังเกตเห็นตามป้ายโฆษณาก็สุดแสนจะทันสมัยเหมือนบ้านเราทั้งนั้น รถที่วิ่งบนถนนเราอาจไม่คุ้นตาสักเท่าไรเป็นรถยี่ห้อ ตาต้าที่ขายดิบขายดีในประเทศอินเดียนั่นเอง คนขับรถประเทศนี้รักเสียงแตรเป็นชีวิตจิตใจ ประมาณว่าของให้ได้บีบสักแอะก็มีความสุขแล้ว ฟังไปนานๆ เข้าก็เหมือนเสียงนกร้องให้ความบันเทิงไปเลย

เอาหละเรามาถึงโรงแรมรอยัล สิงหะ (Royal Singhi Hotel) แล้ว ตึกสร้างด้วยอิฐสีแดง สวยดี ห้องพักก็วิวดี เปิดหน้าต่างรับอากาศเย็น บริสุทธิ์ข้างนอกได้เลย หลังจากที่รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรมแล้ว แก๊งเราก็ไม่รอช้าขอเดินออกไปชมเมืองยามกลางคืนสักหน่อย แต่ถ้าใครหวังจะย่ำราตรีประเภทแสง สี เสียงคงต้องเสียใจด้วย เพราะร้านที่เมืองนี้ ปิดเร็ว ไม่เกิน 3-4 ทุ่มก็บ๊าย บายกันแล้ว เดินออกจากโรงแรมนิดเดียวก็ไปถึงถนนตรงหน้า New Palace เปรียบเหมือนราชดำเนินบ้านเรา มีร้านรวงมากมาย ตั้งแต่ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร ร้านขายเครื่องประดับ และเสื้อผ้า ติดใจอยู่ร้านหนึ่งเป็นร้านขายผ้า มีแต่ส่าหรี่สวยๆ ทั้งนั้น เจ้าของร้านก็ใจดี ช่างเอาอกเอาใจลูกค้า อยากนุ่งส่าหรี่ก็นุ่งให้

 


วันที่ 2 (กาฐมัณฑุ - ยอดเขาดูริเคล)

เช้าวันนี้ก่อนที่จะเข้าโปรแกรมทัวร์ ขอมีเวลาแวบออกไปชมชีวิตยามเช้าของชาวเมืองหลวงสักหน่อย เส้นทางที่ใช้คือเส้นทางเดียวกับเมื่อคืนนั่นแหละ

 
     
 
King's Father Institute
     
บรรยากาศจากห้องพัก

เอาหละเริ่มการเดินทางที่แท้จริงสักที จุดแรกที่เราจะไปคือ Durbar Square - Katmandu หรือ Hanuman Dhoka Durbar Square ซึ่งก็คงคล้ายๆ กับวัดพระแก้วของบ้านเรา มีตึกอยู่หลายตึก เนื่องจากเราไปในช่วงวันหยุดสงกรานต์บ้านเรา ซึ่งก็เป็นวันสงกรานต์(ปีใหม่) บ้านเขาเช่นกัน พี่ไกด์บอกว่าเขาก็มีเล่นน้ำสงกรานต์เหมือนกันแต่คงไม่เอิกเกริกเท่าบ้านเรา เพราะฉะนั้นเราก็มีโอกาสได้เห็นพิธีกรรมดีๆ ที่จะมีเฉพาะช่วงวันสงกรานต์ ขอเล่าเรื่องจากภาพเลยนะคะ

ในอดีตตรงข้ามพระราชวังหลวง สามารถมองเห็นบ้านของคนสามัญได้ พระมเหสีสังเกตเห็นว่า พระราชาแอบมองหญิงชาวบ้าน ฝั่งตรงข้ามนางหนึ่งอยู่เสมอ พระมเหสีจึงสั่งให้สร้างตึกนี้ขึ้นมาบัง
 
Garuda Statue หรือครุฑของไทยนั่นเอง ซึ่งที่นี่จะมี 2 แบบคือ แบบที่หนึ่งหัวเป็นคนและมีปีก แบบที่สองคือหน้าเป็นนกเลย

พระราชวังของกุมารี (Kumari Chowk) หรือที่รู้จักกันในฐานะเทพธิดามีชีวิต (Living Goddess) เนื่องจากเทพธิดาต้องเก็บตัวเพื่อทำพิธีในช่วงสงกรานต์ เราเลยอดยลโฉมเธอ โดยปกติเธอจะโผล่หน้ามาตรงหน้าต่างนี้ เพียงแวบเดียวเท่านั้น (แต่หลังจากที่ได้รับเงินทำบุญจากนักท่องเที่ยวแล้วนะ) สำหรับการคัดเลือกกุมารีนั้น จะคัดมาจากเด็กสาวจากตระกูลศากยวงศ์ ลักษณะของเด็กหญิงผู้นั้นจะต้องมีรูปพรรณสัณฐานเกลี้ยงเกลา กิริยาสงบ ไม่เล่นซนเหมือนเด็กๆ ทั่วไป หลังจากที่ได้รับคัดเลือก เธอก็จะมาอาศัยอยู่ในวังแห่งนี้ โดยไม่ออกไปพบผู้ใด ยกเว้นแต่ตอนเทศกาลอินทรฉัตรที่จะมีการแห่เธอไปรอบๆ เมืองกาฐมัณฑุ เธอถือว่าเป็นเทพธิดาเลยแหละ แม้กระทั่งกษัตริย์ก็ต้องเคารพเธอ เธอจะพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีเลือดออก ไม่ว่าจะเป็นแผลหกล้ม ฟันหัก หรือเป็นประจำเดือน

สังเกตดูให้ดี รูปแกะสลักตามคานไม้เป็นท่าต่างๆ ในกามสูตร ว่ากันว่าคนหนุ่มสาวสมัยก่อน ไม่มีที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องเพศ แต่ก็มาหาศึกษาได้ที่วัดนี่แหละ

 

 

 


 

วังหนุมานโดกา (Hanuman Dhoka Palace)
แปลตรงตัวว่า Gate of Hanuman ซึ่งเป็นบริเวณพระราชวังเก่า ที่มิอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้


รูปปั้นหนุมาน(Hanuman Statue) หน้าพระราชวังถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีแดง เพื่อเตรียมทำพิธีในวันสงกรานต์เช่นกัน สีแดงหมายถึง ชัยชนะ (Victory)
 
ข้างกำแพงพระราชวังมีการจารึกบนหิน (Stone Inscription) เป็นภาษาต่างๆ ไว้ถึง 18 ภาษา มีความเชื่อว่า หากใครสามารถอ่านข้อความดังกล่าวได้ครบถ้วน จะมีน้ำนมไหลออกมาจากก๊อก ที่อยู่ตรงกลาง แต่คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะบางภาษาก็ได้ตายไปแล้ว



นกพิราบมีอยู่เยอะมากจริงๆ



ฤๅษีแปลสาร รูปนี้แอบถ่ายมา มิเช่นนั้น "อีนี่ ต้องจ่ายฉาน10 รูปีด้วย" ฤาษีบางตนก็เก่ง เล่นโยคะได้ด้วย ตามแบบฤาษีดัดตนเด๊ะเลย




เดินจนทั่ว Durbar Square แล้วก็เดินออกมาเจอรถเข็นขนาดยักษ์ของเทพเจ้าแห่งฝน (God of the Rain) คล้ายๆ กับแห่นางแมวบ้านเรา จะแห่แบบย้ายเมืองไปเรื่อยๆ จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง เริ่มกันตั้งแต่เดือนมีนาคม รถเข็นคันนี้ทำจากไม้และเถาวัลย์เท่านั้น ไม่มีตะปูตอก จะมีนักบวชนั่งอยู่ข้างในคอยโยนดอกไม้ และเจิม Tika (จุดแดงบนหน้าผาก) ซึ่งตามธรรมเนียม นักท่องเที่ยวอย่างเรา ก็ต้องเสียค่าเจิมเป็นค่าทำบุญเล็กน้อย

เรากลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม และก็เดินทางสู่ยอดเขาดูริเคล ซึ่งมีความหมายว่า Top of the Ground ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ดูริเคลที่อยู่ห่างจากกาฐมัณฑุเพียง 32 กม. จะใช้เวลาเดินทางนานจัง ทั้งนี้เพราะถนนที่แคบ บวกกับการจราจรที่แสนจอแจ แต่ไม่เป็นไรดูวิวข้างทางกันดีกว่า นอกจากการปลูกข้าวสาลีแบบขั้นบันได ยังมีโรงงานทำอิฐแดงหลายแห่ง ถ้าเป็นโรงเล็กก็ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนี่แหละ แต่ถ้าใหญ่หน่อยก็เป็นของรัฐบาลที่จะใช้เทคโนโลยีล้ำที่นำเข้าจากประเทศจีนนั่นเอง ทีนี้ก็หายสงสัยแล้วหละว่าทำไมตึกราบ้านช่องของชาวเนปาลีจึงใช้อิฐกันเยอะ

และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงยอดเขา และเข้าพักที่โรงแรม Himalaya Horizon โรงแรมและห้องพักจัดได้น่ารักมาก บรรยากาศดีสุดๆ แต่น่าเสียดายจังที่อากาศปิดทำให้มองไม่เห็นเทือกเขาหิมาลัย จริงๆ แล้วถ้าอากาศเปิด เมืองนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่มีเวลาน้อย ที่ไม่สามารถไปชมวิวเทือกเขาหิมาลัยสวยๆ ถึงโปคราได้

_
บรรยากาศของโรงแรม Himalaya Horizon

รายการต่อไปก็ต้องไปสำรวจหมู่บ้านดูริเคลกันสักหน่อย ชาวบ้านโดยเฉพาะเด็กๆ ที่นี่ เป็นมิตรมาก ไม่ได้คอยตื้อขายของเหมือนพวกเด็กๆ ตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เด็กๆ พูดขออย่างเดียวคือ Chocolate พวกผักผลไม้ของเขาก็ลูกใหญ่ สด อร่อย แต่อย่างไรก็ดีขอเตือนไว้สักหนึ่งเรื่องเวลาเดินเที่ยวไปมาในเมืองต่างๆ ของเนปาลนะคะว่า กรุณาระวังศีรษะของท่านที่จะบังเอิญเข้าไปรับน้ำมนต์ของชาวบ้านเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ น้ำมนต์ที่ว่าก็คือน้ำลายจากเจ้าบ้านนั่นแหละค่ะ คือหน้าต่างเขาจะอยู่ค่อนข้างต่ำ และคนเนปาลีคงไม่ชอบให้มีอะไรติดคอเท่าไหร่ วันๆ หนึ่งจึงขากถุยกันหลายๆ รอบ สัญญาณเตือนภัยคือเสียงขาาาาาาาากก นะคะ ขอเน้นว่าบางคนขากยาวนานจริงๆ ประดุจว่าอยากจะเอาสิ่งปฏิกูลที่อยู่ตั้งแต่ตาตุ่มออกมาให้พ้นจากร่างกาย

หากมองจากมุมสูงจะเห็นว่าบนหลังคาสังกะสีของบ้านเกือบทุกหลัง จะใช้ก้อนหินหลายก้อนทับอยู่เป็นจุดๆ เพราะเวลาลมหรือพายุเข้า หินจะได้กดทับหลังคาไม่ให้ปลิวไปบาดคอคนอื่น

ช่วงปีใหม่ หรือเทศกาลสำคัญต่างๆ พิธีบูชายัญจะมีให้เห็นอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นที่กาฐมัณฑุ หรือหมู่บ้านเล็กๆ อย่างดูริเคล เลือดนี่สาดกันเต็มเขียงเชือดหรือแม้แต่บนถนน สัตว์ที่มีความเสี่ยงตายสูงในช่วงนี่เห็นจะเป็นแพะ ไม่ใช่น้องหมูตอนตรุษจีนบ้านเรา

วัดพระศิวะ และเจ้าแม่กาลีที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้าน


ในหมู่บ้านดูริเคลไม่มีการต่อท่อน้ำเข้าไปในแต่ละบ้าน หากใครต้องการจะใช้น้ำก็ต้องเดินมารองน้ำที่ปั๊มน้ำของวัด ซึ่งปั๊มลักษณะนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ในเนปาลผู้คนก็จะไปต่อคิวรองน้ำไปดื่มและใช้


อาหารเย็นวันนี้อร่อยขึ้นอีก แน่ใจว่าบรรยากาศเป็นส่วนเสริมด้วย เนื่องจากวันนี้เป็นวัน New Year Eve ทางโรงแรมเลยจัดงานเลี้ยงรอบกองไฟขึ้น ได้โอกาสชิม Dhilikel Cocktail แรงมาก ส่วนผสมก็มี เหล้าขาว (Rice Wine) ซึ่งนิยมต้มกันทุกหัวระแหงในเนปาล, น้ำส้ม และน้ำมะนาว เวลาชนแก้วก็ให้พูดว่า ยัมเบ (Yambae) หรือจำง่ายๆ คล้ายภาษาไทยว่า (เมา) หยำเป นั่นเอง หลังจาก Drink ก็ต้องมี Dance พนักงานโรงแรมเต้นเก่งมาก ท่าเต้นก็เป็นแบบพื้นเมืองดูแปลกดี ส่วนมากจะหนักทางกระโดด (เดาเอาเองว่าจะได้ช่วยคลายหนาว) พอเขามาโค้งเราออกไปเต้นด้วย เต้นไปหัวเราะไป ขำในความอนาถของตัวเอง แต่ก็คิดว่าเอาวะ คนพวกนี้ยังไงก็เจอกันครั้งเดียว เนื่องจากอากาศบนยอดเขาเบาบางมาก เต้นเพียงไม่ถึงครึ่งเพลงก็เล่นเอาหอบได้ง่ายๆเหมือนกันนะ


[ วันที่ 3 และวันที่ 4 ]

แสดงความคิดเห็นที่นี่





ติดต่อลงโฆษณา : อัตราค่าโฆษณา
Tourlok Dot Com
©

ตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษ ทั่วโลก เช็คราคาที่พักราคาประหยัด และโรงแรมมีระดับราคาพิเศษ โปรแกรมทัวร์ สุดคุ้ม เคล็ดลับการเดินทาง ติดต่อเรา เรื่องเล่าของชาวทั่วโลก รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ Gallery