Backpacker's
Diary
ตอน
: เมลเบิร์น กลิ่นอายยุโรปแดนใต้
หากกล่าวถึงประเทศออสเตรเลีย
คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเมืองซีดนีย์ อันเป็นเสมือนเมืองท่าที่สำคัญและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของแดนจิงโจ้
ในขณะเดียวกัน หลายๆ คนก็คงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงความคลาสสิก
และสงบหากแต่ไม่เงียบเหงาของเมืองเมลเบิร์น
และด้วยความหลากหลายแต่ลงตัวนี่เองที่ทำให้เมืองเล็กๆ
อย่างเมลเบิร์นเป็นสถานที่ในฝันของหลายต่อหลายคน
และหนึ่งในนั้นก็มีผมรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมลเบิร์นตอนสายๆ
ของวันศุกร์พร้อมสายฝนที่โปรยปรายอ่อนๆ
เหมือนการประพรมต้อนรับแขกหน้าใหม่และเก่าที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนที่นี่กันไม่ขาดสาย
หลังจากจัดการเรื่องสัมภาระซึ่งมีเพียงเป้ใบเก่งหนึ่งใบ
และผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อย
ผมออกมาหารถเข้าเมือง เพราะไม่อยากให้เวลาต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงวินาทีเดียว
ที่สนามบินจะมีรถเมล์วิ่งระหว่างสนามบินเข้าเมืองให้บริการตลอด
24 ชั่วโมง ซึ่งเรียกว่า สกายบัส นอกจากนี้ยังมีรถแท็กซี่ที่จอดรอเรียงรายอยู่ทั่วไป
โดยเฉลี่ยค่าแท็กซี่เข้าเมืองจะอยู่ที่ประมาณ
30 เหรียญ ระหว่างทางเข้าเมืองผมมองบรรยากาศรอบนอกที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน
แล้วก็นึกขำกับคำบอกเล่าของเพื่อนที่เคยมาเยื่อนที่นี่ว่า
เสน่ห์อย่างหนึ่งของเมลเบิร์นก็คือที่นี่ในหนึ่งวันจะประกอบไปด้วยสามฤดู
ตอนเช้ามีแดดอ่อนๆ ตอนสายๆ ฝนจะตกประปรายหรืออาจตกหนักเป็นบางครั้ง
แต่พอตกเย็นอากาศจะเริ่มหนาว และหนาวมากจนต้องหาใครสักคนมากอดให้หายหนาว
จริงๆ แล้วฤดูกาลของที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วภายในหนึ่งวันอย่างที่กล่าว
ในหนึ่งปีเมลเบิร์นจะประกอบไปด้วยสี่ฤดูคือ
ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นฤดูร้อน
อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 27 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคมจะเป็นฤดูใบไม้ร่วง
อุณหภูมิกำลังเย็นสบายบวกกับทัศนียภาพอันงดงามจึงเป็นช่วงเวลาที่แสนจะโรแมนติกแห่งปี
ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคมจะเป็นฤดูหนาว
ซึ่งจะหนาวมากในเวลากลางคืน อุณภูมิต่ำสุดอยู่ที่ราวๆ
5 องศาเซลเซียส และสุดท้ายฤดูใบไม้ผลิ
เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนอากาศเย็นสดชื่นที่อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ
10-20 องศาเซลเซียส
ใช้เวลาประมาณ
40 นาทีผมก็เดินทางมาถึงที่พำนักอันจะเป็นรังอุ่นๆ
ของผมในช่วงเวลา 3 วัน กับอีก 2 คืนที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนี้
ที่พักของผมตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตัวเมือง
ซึ่งอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะที่เงียบสงบสมใจผม
ที่พักที่เมลเบิร์นมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามแต่รสนิยมของผู้มาเยือน
ทั้งประเภทที่ตั้งอยู่ในแหล่งคึกคักและใกล้ใจกลางเมืองหรือที่ตั้งอยู่แถบรอบนอกที่สงบเงียบแต่ปลอดภัย
มีโรงแรมหลากหลายตั้งแต่โรงแรมจิ้งหรีดจนถึงโรงแรมหรูหราระดับ
5 ดาว โดยเฉพาะที่พักแบบ Backpacker's
Hostel มีให้เห็นเกลื่อนกลาด ข้อมูลที่พักที่น่าสนใจสามารถหาดูได้จากหนังสือ
Lonely Planet หรือศึกษาจาก Website เช่นที่
www.hostelworld.com แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของเมลเบิร์นคือไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของเมือง
ก็สามารถที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก
เพราะที่นี่มีบริการด้านคมนาคมที่ทั่วถึงแทบทุกซอกทุกมุมของเมือง
ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าต้องหาที่พักที่อยู่ในตัวเมืองเพราะกลัวจะมีปัญหาเรื่องการเดินทาง
คุณสามารถเลือกที่พักได้ตามใจชอบ และตามงบประมาณที่ตั้งไว้
ผมจัดการโยนสัมภาระเก็บไว้ในห้อง
แล้วอาบน้ำล้างหน้าล้างตาให้รู้สึกสดชื่นจากการเดินทาง
ถึงตอนนี้ก็พร้อมแล้วที่จะออกตะลุยแดนเมลเบิร์น
เพื่อพิสูจน์ถึงมนต์ขลังของความงดงามที่ใครต่อใครพากันเป่าหู
จนผมอดใจไม่ได้ที่จะต้องมาเยือนที่นี่ด้วยตัวเอง
วันนี้ผมตั้งใจจะไปเดินชมทัศนียภาพ
และสถานที่อันขึ้นชื่อลือชาในย่านกลางเมืองของที่นี่
โดยเริ่มต้นจากการนั่งรถรางสุดแสนคลาสสิก
รถรางที่นี่คลาสสิกมากผมชอบ เห็นสีเขียวเหลืองวิ่งมาแต่ไกล
สีเหมือนกับธงรูปจิงโจ้ที่เคยเห็นในสนามเชียร์กีฬาของที่นี่
อดสงสัยไม่ได้ว่าสองสีนี้จะต้องมีความหมายอะไรสักอย่างกับที่นี่เป็นแน่
ตั๋วโดยสารของรถรางก็หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายของโชว์ห่วย
ตามบูทขายหนังสือ หรือจากตู้ขายตั๋ว ตั๋วโดยสารจะเรียกว่า
Metcard ซึ่งสามารถใช้ขึ้นได้ทั้งรถเมล์
รถไฟ และรถรางของเมืองนี้ แต่ตั๋วจะแบ่งอาณาบริเวณที่ใช้งานได้ออกเป็น
3 โซนด้วยกัน คือโซน 1 โซน 2 และ โซน
3 ที่จะใช้กันจริงๆ คือโซน 1 เพราะจะเป็นโซนบริเวณกลางเมืองและบริเวณรอบๆ
กลางเมือง ยกเว้นแต่ถ้าอยากออกไปเที่ยวนอกตัวเมืองไกลๆ
จึงจำเป็นจะต้องซื้อโซน 2 หรือ 3 เพิ่มเติม
ตั๋วจะแบ่งออกเป็นแบบ 2 ชั่วโมงหรือแบบเต็มวัน
ผมเลือกซื้อแบบเต็มวันเพราะมั่นใจว่าผมใช้คุ้มแน่
ราคาอยู่ที่ประมาณ 5.20 เหรียญ นอกจากนี้ยังมีรถรางที่ให้บริการฟรีที่เรียกว่า
City Circle Tram สีออกน้ำตาลแดงที่วิ่งวนรอบใจกลางเมือง
เรียกได้ว่าจะไปไหนก็นั่งรถรางนี่แหละไปได้หมด
ผมเริ่มการเดินทัวร์ของผมที่
Flinders Street Station ท่ารถที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย
อาคารสไตล์วิกตอเรียสีเหลืองสดตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสดพอกัน
ทำให้ที่นี่ดูงดงามโดดเด่น และกลายเป็นจุดนัดพบที่นิยมกันของคนเมืองนี้
จากที่นี่เลี้ยวซ้ายไปบนถนน Swanston
ซึ่งเป็นถนนสำหรับคนเดิน ที่มีต้นไม้ปลูกขนาบไปตามแนวถนนดูร่มรื่น
ทางขวามือจะเห็น St. Paul's Cathedral
โบสถ์ที่สร้างขึ้นในสถาปัตยกรรมแบบกอธิก
ที่น่าถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเป็นอย่างยิ่ง
ต่อจากนั้นผมเลี้ยวซ้ายอีกครั้งไปบนถนน
Collins แถบนี้รวมไปถึง Little Collins
และ Bourke ได้รับการขนานนามว่าเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจแห่งการชอปปิ้งของเมลเบิร์นเลยทีเดียว
บนถนน Collins จะมีร้านเครื่องประดับหรูหราและร้านแฟชั่นราคาแพงให้เห็นเป็นส่วนใหญ่
และที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาดคือการเข้าไปเยือน
The Block Arcade ห้างสรรพสินค้าที่มีสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่หรูหรา
คงความงดงามของศิลปะในสมัยวิกตอเรียไว้ได้เป็นอย่างดี
ทำให้ผมเคลิบเคลิมเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงฉายาที่ใครๆ
ขนานนามเมลเบิร์นว่าเป็นเมืองแห่งความขัดแย้ง
เพราะในขณะที่เมืองมีการเจริญเติบโตและพัฒนาไปเรื่อยๆ
เมลเบิร์นก็พยายามที่จะเก็บรักษาความงามแห่งอดีตให้ยังคงอยู่และสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
ถัดมาเป็นถนน
Little Collins อันเป็นถนนโปรดของผม
ร้านรวงบนถนนสายนี้ตกแต่งแบบบูติก
หรือที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า เก๋กิ๊บ เสื้อผ้าที่ขายเป็นการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดังของที่นี่
ดูแล้วนึกถึงร้านแบบเกรย์ฮาวด์ หรือโซดา
ของที่บ้านเราอะไรประมาณนี้ ขนาดผมตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไรยังอดใจไม่ได้ที่จะต้องหามาครอบครองไว้สักตัวสองตัว
พอหนำใจผมก็ตรงดิ่งขึ้นไปที่ Bourke ที่ที่เพื่อนผมเคยบอกไว้อย่างติดตลกว่าเป็นเหมือน
ชอปปิ้งเมกกะ จะหมายความว่าอย่างไรผมก็ไม่ทราบแน่ชัด
แต่เท่าที่ดูด้วยสายตาตัวเองแล้วก็เดาเอาว่าเพื่อนผมคงหมายถึง
ความยิ่งใหญ่อลังการของแหล่งชอปปิ้งบนถนนสายนี้
ที่มีทั้ง Myer, David Jones และ Bourke
Street Mall เดินไปเดินมารู้สึกตาหูเริ่มจะลายเอาเพราะทั้งของทั้งคนเยอะแยะเต็มไปหมด
ผมเลือกเล็งของที่จะซื้อไปฝากคนนู้นคนนี้
และบันทึกไว้ในสมองอันน้อยนิดเอาไว้ก่อน
ไว้วันสุดท้ายค่อยมาซื้อทีเดียวจะได้ไม่ต้องวุ่นวายถือไปถือมา
ท้องของผมเริ่มร้องเป็นเพลงเพราะความหิว
ขาทั้งสองข้างเริ่มเดินไปตามสัญชาติญาณจากถนน
Bourke ไปถนน Little Bourke แล้วตรงดิ่งไป
China Town โดยไม่ได้นัดหมาย ซุ้มประตูจีน
เสียงอึกทึกครึกโครม บวกกับกลิ่นหอมของอาหาร
และเครื่องหอมหลายๆ อย่างเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ
China Town ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกก็สามารถคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
และลักษณะพิเศษอันน่าประทับใจไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ผมรู้สึกรักชาติขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
และคิดว่าคนไทยทุกคนควรที่จะช่วยกันรักษาขนบประเพณีอันงดงามของเราเอาไว้เช่นกัน
ท้องเริ่มร้องดังขึ้นเรื่อยๆ อาหารกลางวันมื้อนี้ของผมตั้งใจว่าจะมาพิสูจน์ความอร่อยของร้านอาหารจีนที่นี่
ซึ่งดูๆ ไปบรรยากาศก็ไม่ต่างจากเยาวราชบ้านเราสักเท่าไร
ร้านรวงเปิดติดกันเป็นแถวทั้งสองข้างทางมีของขายเยอะแยะ
ร้านอาหารก็เต็มไปหมดแค่ดูอย่างเดียวก็จะพาลอิ่มเอาเสียแล้ว
มุมมองอีกด้านหนึ่งของเมลเบิร์นคือความเป็นเมืองมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่
และมีมาตรฐานการศึกษาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติแห่งหนึ่ง
สังเกตได้ง่ายๆ จากนักศึกษาของที่นี่
ที่ประกอบไปด้วยนักศึกษานานาชาติจากหลากหลายประเทศ
ผมเองก็ชอบความเก่าและความขลังของอาคารเรียน
และบรรยากาศอันเป็นธรรมชาติของที่นี่
และใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยก็มีแหล่งที่น่าสนใจตั้งอยู่บนถนน
Lygon เขาเรียกกันว่าเป็น Little Italy
เป็นอีกย่านที่สวยงามและคับคั่งไปด้วยนักศึกษาและผู้คนที่มาลิ้มรสอาหารอิตาเลียนที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมือง
ร้านค้าและร้านอาหารบนถนนเส้นนี้ตกแต่งเก๋ไก๋
ดูทันสมัยมีร้านกาแฟที่ใครเห็นก็ต้องอยากนั่งลงละเมียดจิบกาแฟทำตัวติสๆ
มองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา และแน่นอนผมไม่ยอมพลาดโอกาสดีๆ
เช่นนี้เด็ดขาด
อากาศยามค่ำหนาวเหน็บกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจที่เพื่อนบอกว่า
หนาวจนอยากหาใครมากอดหมายความว่ายังไง
คืนนี้แผนของผมคือการออกไปตะลุยเที่ยวตามผับและบาร์ของที่นี่ให้ทะลุปรุโปร่ง
ไม่อย่างนั้นคนจะครหาว่าผมมาไม่ถึงเมลเบิร์น
ย่านท่องเที่ยวราตรีชื่อดังของที่นี่ต้องยกให้ย่านถนน
Chapel เปรียบเทียบก็ไม่ต่างจากอะไรกับสีลมซอย
2 กับซอย 4 ของกรุงเทพฯ บรรยากาศดูคึกคัก
แสงไฟดูเย้ายวนน่าหลงไหล เสียงเพลงฟังแล้วชวนให้ต่อมอยากเต้นทำงาน
ผับและบาร์ย่านนี้มีทั้งที่เป็นแบบปกติและแบบพิเศษ
แบบพิเศษก็คือเป็นร้านของชาวดอกไม้ที่ตกแต่งได้สวยเก๋เป็นพิเศษ
นอกจากนี้บางร้านก็มีโชว์แบบคาบาเรย์
โชว์เต้นสวยงาม โชว์อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด
ผมนั่งดริ้งไป ดูโชว์ไป ขยับตัวไป จะเต้นมากก็ไม่กล้า
มันจะดูเหิมเกริมไปนิดก็แบบมาคนเดียวนี่นา
แต่ผมก็รู้สึกสนุกมาก ถึงแม้จะไม่ได้เต้นแร้งเต้นกาก็สนุกแบบเก็บไว้เองได้
โปรแกรมสำหรับเช้าวันเสาร์ของผม
ภายหลังจากคึกคักมามากจากเมื่อคืนวาน
ผมเลยตัดสินใจไปผ่อนคลายและพักผ่อนในสวน
Royal Botanic Gardens ซึ่งนับได้ว่าเป็นสวนที่สวยและอาจจะดีที่สุดในประเทศออสเตรเลียเลยก็ว่าได้
ต้นไม้และสนามหญ้าสีเขียวสดทอดตัวยาวไปบนพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
ภาพท้องฟ้าสะท้อนบนผิวน้ำของทะเลสาบดูสงบนิ่งและงดงามราวกับภาพวาด
ผู้คนบ้างนั่ง บ้างนอนเหยียดกายเอกเขนก
ทำให้บรรยากาศดูสงบ ผ่อนคลาย รู้สึกสบาย
ที่นี่เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง
ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธ์ นกและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
หลากหลายชนิดที่ต่างอยู่ร่วมแบ่งปันความสงบสุขนี้ด้วยกัน
ผมนั่งทานอาหารเช้าที่ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ในสวนสั่ง
scones ที่ขึ้นชื่อกับชากลิ่นหอมละมุนมาช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้สุนทรียิ่งขึ้น
ผมรู้สึกนิ่งและเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก
นี่แหละมั้งที่เขาเรียกว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ
หลังจากเติมพลังให้ตัวเองเต็มที่แล้ว
ผมก็พร้อมที่จะไปผจญภัยยังจุดหมายต่อไปของผม
นั่นก็คือ Queen Victoria Market เสน่ห์ของที่นี่เห็นจะเป็นที่สีสันอันสวยสะดุดตาของพืชผักผลไม้สดๆ
และความคึกคักวุ่นวายของผู้คน ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
คนส่วนใหญ่จะมาหาซื้อสิ้นค้าสดกันที่นี่
ยกเว้นวันอาทิตย์ที่ตลาดนี้จะเปลี่ยนร่างมาเป็นตลาดนัดขายของ
ผลไม้ที่นี่สีสด น่ากินและรสชาติดี ผมซื้อเชอรี่สดมาทดลองทาน
แล้วก็ติดใจต้องรีบกลับไปซื้อมาตุนไว้อีก
กะว่าจะแบกกลับไปฝากคนที่บ้านด้วย หวังว่าคงไม่ช้ำเสียก่อน
เดินเที่ยวตลาดจนเพลิน สนุกสนานตื่นตาตื่นใจไปอีกแบบ
ผมรู้สึกว่าการเดินเที่ยวในตลาดเป็นการศึกษาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างหนึ่ง
เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ผมได้เห็นว่า เบื้องหลังวัฒนธรรมอันงดงาม
และตึกราบ้านช่องอันใหญ่โตนี้ ผู้คนที่นี่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันอย่างไร
ชีวิตคนทั่วๆ ไปเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจอะไรๆ
มากขึ้น
จากตลาดสู่เมือง
ผมมองดูในแผนที่ ภาพของตึก Crown Entertainment
Complex โดดเด่น ชักชวนให้ผมต้องไปเยือน
พราะที่ตึกนี้รวบรวมสิ่งบันเทิงอันทันสมัยทุกอย่างอยู่ภายใต้หลังคาเดียว
ทั้งโรงแรม โรงหนัง ร้านอาหาร ผับ ดิสโกเธค
สวนสนุก และที่ขึ้นชื่อลือชาไปกว่านั้นคือ
คาสิโน ผมชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์และเจ้าของโครงการของตึกนี้มาก
ทั้งเรื่องที่ตั้งที่อยู่ติดกับแม่น้ำ
Yarra แม่น้ำสายหลักที่ไหล่ผ่านกลางเมืองเมลเบิร์น
และแบ่งเมลเบิร์นออกเป็นฝั่งเหนือและฝั่งใต้
ทำให้ Crown Entertainment Complex เป็นตึกที่มีทัศนียภาพงดงาม
และความคิดที่นำเอาสิ่งบันเทิงต่างๆ มารวมกันไว้ในที่เดียวกันก็ทำให้ผู้คนที่มาเที่ยวที่นี่สามารถสรรหาความสุขได้ในแบบที่แต่ละคนชื่นชอบ
พอเบื่ออันนี้ก็ไปทำอันนั้น เบื่ออันนั้นก็ไปทำอันโน้น
ตื่นตาตื่นใจกันได้ไม่รู้จบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเงินในกระเป๋าก็ร่อยหรอจนเกือบจะเกลี้ยง
เลยต้องรีบถอนตัวออกมากลัวว่าจะไม่เหลือเงินไปทำอย่างอื่น
ด้านนอกอากาศเริ่มเย็นลง
พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ท้องฟ้าเป็นสีชมพูดูอ่อนหวาน
ผมค่อยๆ เดินเลียบแม่น้ำ Yarra ไปเรื่อยๆ
มองดูบรรยากาศยามใกล้ค่ำของเมลเบิร์น
ปล่อยอารมณ์ให้ไหลเอื่อยไปกับกระแสน้ำ
หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้ชื่นชมที่นี่
และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมพลาดโอกาสดีๆ
ไป คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายของผมที่จะมีโอกาสเก็บเกี่ยวความงดงามเหล่านี้ไว้
เมลเบิร์นเป็นเมืองที่กอปรไปด้วยความสง่างามและล้ำค่าของสถาปัตยกรรม
ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับอาคารสมัยใหม่สูงเสียดฟ้า
ที่ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
โดยมีความเขียวขจีและธรรมชาติของสวนสาธารณะ
ทะเลสาบ แม่น้ำ และภูเขา ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวกลางเชื่อมกาลเวลาให้เดินช้าลง
ที่นี่เป็นเหมือนกระจกเงาให้ผมได้เรียนรู้ว่าชีวิตนั้น
ประกอบไปด้วยแง่มุมต่างๆ มากมาย ทั้งสวยงาม
กลมกลืนและขัดแย้งกัน เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกๆ
ด้านของชีวิต ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดประโยชน์
แสงไฟจากตึกราบ้านช่องเริ่มส่องสว่าง
พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่สายน้ำและกาลเวลายังคงค่อยๆ
ไหลไปอย่างช้าๆ เพื่อให้ผมได้ซึมซับภาพความประทับใจครั้งนี้ไว้ในความทรงจำตราบนานเท่านาน





หน้าหลัก
Trip Story | ค้นหาที่พักราคาประหยัดในเมลเบิร์น