แบกเป้
10 วัน มันส์ที่
"กรีซ"
ภาพและเรื่องโดย
: Tom & Jerry
ตอนที่
[ 1 ] [ 2
] [ 3 ] [
4 ] [ 5 ]
ตอนที่
4 : นั่งเรือสู่เกาะในฝัน
Santorini
เช้าวันรุ่งขึ้น
เรื่องป้าหลอกให้จองห้องในราคาแพงยังติดอยู่ในหัว
เลยคุยกับพี่ว่าอยากจะออกไปขับรถหาโรงแรมที่อื่นดูดีกว่า
เผื่อจะมีที่ที่สวยกว่านี้ แล้วได้ราคาตามป้ายหลังประตู
หลังกิน breakfast ฟรีของโรงแรมเรียบร้อย
ก็เลยออกไปตามล่าหาโรงแรมกัน ขับรถไปเรื่อยเปื่อย
ดูวิวบ้าง ดูโรงแรมบ้าง สนุกดีครับ อยากจะบอกว่ามีความสุขกับวิวทิวทัศน์ที่นี่มากๆ
ลองนึกภาพดูซิครับว่า บ้านเรือนต่างๆ
ทาสีขาว หน้าตาประตูสีน้ำเงินใส ตัดกับน้ำทะเลสี
torquoise มันจะตื่นตาตื่นใจแค่ไหน แต่ระหว่างที่ดูวิวไปเรื่อย
ก็ไม่ลืมที่จะไปเสาะหาที่ซุกหัวนอนใหม่
เที่ยวขอดูห้องเค้าไปเรื่อยจนมาถูกใจทั้ง
location โรงแรม สภาพห้องแล้วก็ราคา 50
ยูโรต่อคืนของแท้ ที่ Olia Hotel เลยจัดการจองสำหรับ
2 คืนที่เหลือในเกาะนี้ซะเลย 5555 ซะใจ
:-D
โรงแรมนี้อยู่ใกล้กับ
Mykonos Town มากกว่าที่เก่า ห้องที่ผมอยู่จะมีระเบียงด้านนอก
ออกไปนั่งตากลมดูวิวทะเล กับ Mykonos
Town ได้จะจะเลยครับ




ระหว่างที่อยู่ที่นี่
ผมนึกขึ้นมาได้ว่ามีเพื่อนบอกว่า บนเกาะ
Mykonos มี Nude Beach ด้วย ถ้ามีโอกาสก็ไป
"ยล" ซะให้เต็มตา ใช่ครับ "Nude
Beach" อ่านไม่ผิดหรอกครับ อ่านแล้วคงอยากจะไปดูเหมือนกันหล่ะซิครับ
แน่นอนครับ...มีเหรอที่ผมจะพลาด!!
เลยลงมาคุยกับ
reception ได้ความว่า จริงๆ แล้วหาดนี้จะชื่อว่า"Super
Paradise Beach" ผมก็เพิ่งมาถึงบางอ้อ
เพราะงม หาในแผนที่เกาะตั้งนาน ก็ไม่ยักจะเจอ
Nude Beach เขียนไว้ซักที ได้ความแล้วเลยขับรถบึ่งออกไปทันที
หนทางค่อนข้างขดเคี้ยวครับ แต่ก็มีป้ายบอกไปตลอดทาง
ระหว่างที่ผมขับไป ก็มีวัยรุ่นซ้อนท้าย
motorcyle กันไปเป็นคู่ๆ เห็นแล้วเลยอดยิ้มในใจไม่ได้ว่า
เดี๋ยวได้ดูอะไรเด็ดๆแน่ๆ เอิ๊กๆๆๆๆ
พอถึงหาด
อากาศกำลังดีเลยครับ ไม่ร้อนไม่หนาวมาก
แดดก็ไม่จัดมากนัก แต่ที่แปลก เพราะไม่เห็นเค้าแก้ผ้ากันซักคน
มีคนนอนอาบแดดกันประปราย แล้วก็มีกลุ่มวัยรุ่นเล่นวอลเล่ย์ชาดหาดกันอยู่
2-3 กลุ่ม เลยเดินตะแร่ดแต๊ดแต๋ไปเรื่อย
ละแล้วก็มาเจอจนได้ที่สุดขอบหาด นุ่งลมห่มฟ้ากันจริงๆ
เลยครับ ตื่นเต้นดี :-P เสียดายที่ตอนนี้กระทรวง
ICT คุมเข้มเรื่องภาพอนาจารย์ ตั้งแต่เรื่องภาพหลุดของตั๊ก-บงกช
ไม่งั้นจะได้เอารูปมาโชว์ซ๊ากกะหน่อย...
วันเวลาบนเกาะ
Mykonos ของผมก็หมดลงครับ ได้เวลาที่ผมจะนั่งเรือข้ามไปอีกเกาะในฝันของใครหลายๆ
คน ใช่ครับ..เกาะ Santorini ที่ Mykonos
Town จะมีร้านขายตั๋วเรือข้ามไปเกาะ Santorini
เยอะมากครับ ถ้าใครได้มีโอกาสมา ผมอยากจะขอแนะนำแกมบังคับเลยว่า
ให้ซื้อตั๋วนั่งเรือไปดีกว่านั่งเครื่องบิน
เพราะช่วงที่เรือใกล้ถึงเกาะsantorini
คุณจะได้เห็นความงามของตัวเกาะว่ามันสวยแค่ไหน
แต่ถ้านั่งเครื่องไปจะไม่ได้สัมผัสความงามนั้นเลยครับ
ค่าตั๋วเรือ
ถ้าผมจำไม่ผิด รู้สึกจะอยู่ที่ราวๆ 22.30
ยูโร (ราคาเมื่อปี 2002) เป็นเรือ Hovercraft
อย่างดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ช.ม.
ไม่นานจนเกินไปหรอกครับ เพราะบนเรือจัดที่นั่งไว้อย่างดีเหมือนเครื่องบิน
แล้วก็มี snack bar ให้ซื้อหาของว่างเผื่อใครท้องร้องระหว่างอยู่บนเรือ
พวกผมมาถึงเกาะนี้กันแบบเหวอๆ
เพราะไม่รู้อะไรมากนัก มีแค่ข้อมูลนิดหน่อยที่พี่ต่างแผนกคนนั้นเค้าบอกมา
และที่สำคัญยังไม่มีที่นอนเลยคร๊าบบ ต้องไปตายเอาดาบหน้า
เรือ Hovercraft เข้าเทียบท่าที่เกาะโดยสวัสดิภาพ
ที่ท่าเรือจะมีรถเมล์เข้าไปส่งในตัวเมือง
Fira (เป็นเหมือนเมืองศูนย์กลางของเกาะ)
ใครอยากไปไหน ค่อยไปหารถเมล์สายอื่นกันอีกที
พวกผมตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไปพักกันที่
Oia (อ่านว่า "เอีย") เป็นเมืองที่อยู่ด้านทิศเหนือของเกาะ
และได้รับการกล่าวขานว่า พระอาทิตย์ตกที่เอียสวยที่สุดในโลก

ต่อรถเรียบร้อย
นั่งไม่นานนักรถก็มาจอดสุดสายที่เอีย
ผมกับพี่ก็ลากกระเป๋าไปแบบไร้จุดหมาย
เพราะไม่รู้จะไปนอนที่ไหนดี เลยเดินขอดูห้องพักของโรงแรมต่างๆ
ไปเรื่อยๆ โรงแรมแถวเอียนี่แปลกดีครับ
เพราะแทบจะทุกโรงแรมจะอยู่บนหน้าผา ย้ำครับว่า..บนหน้าผา
เพราะลักษณะของเกาะ Santorini จะเป็นหน้าผาจากการยุบตัวของภูเขาไฟที่ระเบิดจนทำให้เกาะหายไป
1 ใน 3 โรงแรมรวมทั้งบ้านเรือนเลยสร้างกันอยู่ตามหน้าผา
ดูแล้วเหมือนนกนางแอ่นยังไงก็ไม่รู้ครับ
__
__
และแล้วผมก็มาสะดุดกับโรงแรมนึงตรงที่อยู่ริมหน้าผา
แล้วก็มีอ่าง jaccuci กล้างแจ้ง ประมาณว่าถ้าเอามือขึ้นมาเกยขอบสระ
ก็เหมือนเกยหน้าผา แล้วมองออกไปชื่นชมวิวรอบเกาะ
Santorini ได้เลยครับ ผมไม่รอช้าที่จะถามราคาขอเข้าพัก
พอฟังราคาแล้วก้อต้องหูฉี่ไป 5 วินาที
จนต้องถอยหลังกลับมาปรึกษาพี่ที่ไปด้วย
เพราะ reception บอกราคาอย่างหน้าตาเฉยว่า
100 USD สุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียหน้าชาวกระเหรี่ยงเข้าเมืองอย่างผม
เลยต้องยอมพักที่นี่ 2 คืน (พูดเหมือนไม่เต็มซักเท่าไรเลยหว่ะ)
ด้วยความที่ค่าห้องแพงหูฉี่ขนาดนั้น
ผมกับพี่เลยต้องอยู่ในโรงแรมให้คุ้ม กินของถูกลงมาหน่อย
วันๆ เลยเอาแต่นอน แล้วก็ลงมาแช่อ่าง
jaccuci แต่ด้วยความที่อยู่เฉยๆ ไม่เป็น
วันที่สองเลยออกมาหาอะไรทำ เข้าไปเดินเล่นในเมือง
Fira เลยไปเจอ day tour พาไปดูปากปล่องภูเขาไฟที่ยุบตัวลง
จนทำให้เกาะSantorini แหว่งหายไปเกือบครึ่ง
วันรุ่งขึ้น
ทางบริษัททัวร์ส่งรถมารับที่โรงแรมเพื่อไปลงเรือข้ามไปดูปากปล่องภูเขาไฟ
เรือที่จอดรออยู่จะเป็นเรือเป็นกรีกโบราณ
มีใบเรือสีขาวสวยดี พอลงไปนั่งแล้วเหมือนได้ย้อนเข้าไปอยู่ในสมัยโบราณจริงๆ
เลยครับ ซักพักเรือก็ออก นั่งโยกไปโยกมาไม่นานเท่าไร
เรือก็มาจอดที่ปล่องภูเขาไฟ แล้วให้นั่งท่องเที่ยวค่อยๆ
เดินปีนขึ้นไปที่ปากปล่องโดยมีไกด์สาวชาวกรีก
พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกๆ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเดินนำไปเรื่อย
พอเริ่มใกล้ปล่อง ก็ได้กลิ่นกำมะถันโชยมาแตะจมูกทันที
พอถึงตรงนี้ ไกด์ก็บอกว่าจริงๆ แล้วภูเขาไฟลูกนี้ถือว่าดับ
และปลอดภัยต่อการท่องเที่ยวแล้ว แต่ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะเถียงอยู่ในใจว่า
มันดับยังไงของมัน ทั้งๆ ที่ทั้งควันทั้งกลิ่นมันยังพุ่งออกมาเป็นระยะอยู่เลย
ผมเลยกดชัตเตอร์กล้องไปซะหนึ่งรูป แล้วเดินสำรวจรอบๆ
แถวนั้น แล้วก็รีบลงไปที่เรือเพราะชักกลัว
แล้วก็เหม็นควันกำมะถันมากๆ นั่งรออยู่ไปนานนัก
นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็ทะยอยกันกลับลงเรือมาเรื่อยๆ
จากนั้นเรือก็พาไปทัวร์รอบๆ เกาะ ให้ดูทุกมุม
ทั้งเกาะเล็ก เกาะน้อย สวยดีเหมือนกันครับ
เรือล่องไปอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน เพราะตาม
program จะได้ดูพระอาทิตย์ตกบนเรือกันด้วย
พอถึงมุมนึงของเกาะ เรือก็จอด นักท่องเที่ยวทั้งชาวกรีก
ชาวต่างชาติต่างหยิบกล้องขึ้นมาเตรียมถ่าย
แต่วันนั้นอากาศไม่เปิดเท่าไร พระอาทิตย์ตกดินที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในโลกเลยไม่เป็นอย่างที่คิด
ดูไปดูมา ผมว่าไปดูที่แหลมพรหมเทพบ้านเราสวยกว่าตั้งเยอะ...


ลงเรือกรีกโบราณ
(ลำเล็กๆ ใต้ภาพ) ชมปล่องภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว
?!?
หลังจากไปทัวร์ดูปล่องภูเขาไฟอันนั้นมา
วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในเกาะ
Santorini ผมกับพี่เลยออกไปหารถเช่าขับรถเล่นกันทั้งวัน
ไปดูทุกซอกทุกมุมของเกาะ และก็ไม่ลืมที่จะขับไปสำรวจเส้นทางไปสนามบินเพราะร้านเช่ารถบอกว่า
พวกผมสามารถคืนรถได้ที่สนามบินเลย สะดวกดี
จะได้ไม่ต้องไปคืนรถก่อน แล้วค่อยนั่งรถเมล์ไปแอร์พอร์ตกันเอง
เย็นวันนั้นผมเลยหาร้านอาหารที่อยู่บนหน้าผา
แล้วก็มุมดีที่สุดที่จะกิน dinner ไปพร้อมๆ
กับดูพระอาทิตย์ตกดิน ช่างสวยอะไรอย่างงี้
พร้อมกับเงินที่จ่ายค่าอาหารเย็นมื้อนั้น
ที่ทำให้กระเป๋าฟีบไปเลยถนัดตา
และแล้ว
วันที่กระเหรี่ยงอย่างพวกผมจะเข้าเมืองหลวง(เอเธนส์)
ซักที ไฟล์ทของผมจะออกจาก Santorini ตอนประมาณ
11 โมง ด้วยความงก เลยตกลงกับพี่ว่า จะตื่นสายๆ
กัน จะได้อาบน้ำ แต่งตัว pack กระเป๋า
แล้วออกเดินทางไปแอร์พอร์ตเลยแล้วกัน
จะได้ไม่ต้องหาอะไรกินตอนเช้า ไปพึ่งน้ำแก้ว
2 แก้วบนเครื่องประทังชีวิตกันดีกว่า
เพราะเงินที่เตรียมไว้ร่อยหรอลงไปทุกที
ผมขับรถไปทิ้งไว้ที่สนามบิน
แล้วก็เอากุญแจรถทิ้งไว้ใต้พรมตามที่พนักงานร้านเช่ารถบอกไว้
แล้วก็เดินเข้าไปในตัว terminal สนามบินที่นี่
ไม่สวยเหมือนที่ Mykonos แต่ขนาดก็พอๆ
กัน วันนั้นคนเยอะมากๆ ครับ ทำให้สนามบินที่เล็กอยู่แล้ว
ดูเล็กลงไปอีก มีนักท่องเที่ยวเดินไปเดินมาเต็มแอร์พอร์ตไปหมด
คราวนี้ผมไม่กลัวว่าต้อง standby รอขึ้นเครื่อง
เหมือนตอนออกจากกรุงเทพอีกแล้วครับ เพราะผมซื้อตั๋ว
confirmed ในราคาพนักงานของ Olympic Airways
มาแล้วจากกรุงเทพ คราวนี้เลยเดินขึ้นเครื่องได้อย่างสง่าผ่าเผย
ไม่ต้องวิ่งจนเป็นหมาหอบแดดอีกแล้ว 5555
อ่านต่อ
- ตอนที่ 5
<<
แสดงความคิดเห็น/ตั้งกระทู้เกี่ยวกับเรื่องเล่านี้ที่นี่
>>
